ประเด็นเด็ดๆประจำสัปดาห์ ประจำวันที่ 10-16 ก.พ. 63

ประเด็นสำคัญประจำสัปดาห์

[GLOBAL] – เรายังคงให้น้ำหนักในการติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก น้ำมันและทองคำ

[US] – สัปดาห์ที่ผ่านมานายโดนัลด์ ทรัมป์พ้นจากข้อกล่าวหาจากการยื่นถอดถอน ทั้งในข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ (52 ต่อ 48 เสียง) และข้อกล่าวหาเรื่องการขัดขวางการไต่สวนของ House Committee (53 ต่อ 47 เสียง) และติดตาม (11 ก.พ.) คำแถลงการณ์ของประธาน FED

[EU] – นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ปราศรัยว่าอังกฤษไม่จำเป็นต้องทำตามข้อกำหนดของ EU ต่อไป และจะไม่ขยายระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจากทีกำหนดภายในสิ้นปี 63 และติดตาม (11 ก.พ.) คำแถลงการณ์ของประธาน ECB

[UK]– อังกฤษมีแผนจะเริ่มต้นเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ควบคู่ไปกับการเจรจาเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธ์ภายหลัง Brexit กับสหภาพยุโรป

[ASIA]–สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นในเอเชียยังคงได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรน่า


[CHINA] – สัปดาห์นี้ PBOC จะออกพันธบัตรวงเงิน 3 หมื่นล้านหยวน (4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในฮ่องกง วันที่ 13 ก.พ.นี้ พันธบัตรที่มีกำหนดออกในฮ่องกงครั้งนี้ มีพันธบัตรวงเงิน 2 หมื่นล้านหยวนที่มีกำหนดอายุการไถ่ถอน 3 เดือน ส่วนพันธบัตรที่เหลือ จะมีอายุการไถ่ถอน 1 ปี จีนจะปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทจากสหรัฐเพิ่มอีก 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.เป็นต้นไป ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่สหรัฐจะบังคับใช้มาตรการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จากการใช้มาตรการดังกล่าวภาษีนำเข้าน้ำมันดิบที่จีนเรียกเก็บจากสหรัฐจะลดลงสู่ระดับ 2.5% จากระดับ 5% ภาษีนำเข้าถั่วเหลืองจะลดลงสู่ระดับ 27.5%จากระดับ 30% ส่วนภาษีนำเข้าเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่ จะปรับลดลงสู่ระดับ 30% จากระดับ 35%


ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าโดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวลดลงจนหลุดแนวรับสำคัญที่

1,500 จุด ไปทำจุดต่ำสุดใหม่สำหรับปีนี้ที่ 1,495.94 จุดเนื่องจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นถึงผลกระทบจากการแพร่กระจายเชื้อโรคไวรัสโคโรน่า

โดยจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงแต่เห็นได้ว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรคเป็นไปในวงกว้างในหลายๆ ประเทศ

อันจะก่อให้เกิดผลกระทบโดยต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึง Supply Chain ของอีกหลายๆ อุตสาหกรรมที่มีความต่อเนื่องกับประเทศจีน สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.00%

โดยมีมุมมองในการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อจากเหตุการณ์ไวรัสโคโรน่าที่ยังไม่คลี่คลายความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ และผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งในประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นบวกจากการที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติด้วยเสียงข้างมาก ในกรณี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน

ว่าไม่ทำให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 63 เป็นโมฆะทั้งหมด เพียงแต่ต้องให้สภาดำเนินการโหวตวาระ 2 และ 3 ใหม่ อันจะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ไม่เลื่อนออกไปไกลมากนัก


Recommended Action

ยังคงต้องจับตาดูจำนวนผู้ป่วยและอัตราการตายจากเชื้อไวรัสทั้งในต่างประเทศและในประเทศ ในระยะ1-2 สัปดาห์ต่อจากนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงในอุตสาหกรรมที่ได้ผลบวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. และความชัดเจนมากขึ้นในการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2563 ของภาครัฐ

คลิ้กเพื่อดูกราฟ v