สรุปงาน Disruptive Advisor

HIGHLIGHTS :

แนวทางการใช้ Goal Based Investing (GBI) นั้นแตกต่างไปจากการลงทุนในแบบดั้งเดิมที่มองหาผลตอบแทนสูงสุดแต่หลักคิดของ GBI จะเน้นไปที่เป้าหมายการลงทุนเป็นปัจจัยหลัก GBI จึงช่วยสร้างความแตกต่างในการนำเสนอและสร้างประโยชน์ทางการเงินที่ตรงต่อเป้าหมายในชีวิตของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

การดูแลลูกค้ากลุ่ม HNW นั้น แม้ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันน้อย แต่กลับเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะด้านพิเศษดังนั้นการมีเพียงแค่ Connection อาจจะไม่ช่วยให้ปิดการขายได้สำเร็จเราจึงจำเป็นต้องมีทักษะและความรู้ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม HNW ได้

การใช้วิธีการลงทุนแบบเดิมในโลกการลงทุนยุคใหม่ อาจไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรดังนั้นจึงต้องเพิ่ม “วิธีการใหม่ๆ” ที่สอดคล้องกับนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงเข้าไปแทรกในพอร์ตการลงทุน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการกระจายความเสี่ยงของ “วิธีการลงทุน” หรือเรียกว่า “Method Diversification”

Platform ที่ตอบโจทย์สำหรับอาชีพ “Financial Advisor” โดยอาศัยโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงในยุค Technology Disruption แสวงหาทรัพยากรที่อาจถูกมองข้ามในธุรกิจการเงิน ดังนั้น Platform นี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับตัวและเพิ่มศักยภาพให้กับตนเอง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ากลุ่ม HNW มากขึ้น


เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ จัดงานสัมมนา Disruptive Advisor โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 200 ท่าน แสดงถึงความตื่นตัวของที่ปรึกษาด้านการเงินการลงทุน ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพ และปรับตัวให้เป็นหนึ่งในผู้ชนะ ในยุคที่โลกของนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

Goal Based Investing(GBI) การลงทุนที่มีเป้าหมาย คือความหมายของ Wealth Management

ดร.ชาติชาย มีสุขโข (ดร.จ๊อบ) นักวางแผนการการเงินคุณวุฒิ CFP, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท CMSK Wealth Academy เล่าให้ฟังถึงแนวทางการใช้ Goal Based Investing (GBI) เพื่อสร้างความแตกต่างในการนำเสนอและสร้างประโยชน์ทางการเงินที่ตรงต่อเป้าหมายในชีวิตของลูกค้า

Goal Based Investing (GBI) แตกต่างไปจากการลงทุนในแบบดั้งเดิมที่มองหาผลตอบแทนสูงสุด หลักคิดของ GBI คือ การเน้นที่เป้าหมายการลงทุนเป็นปัจจัยหลักตั้งต้น เช่น ต้องการวางแผนให้มีเงินใช้หลังเกษียณปีละ 1.5 ล้านบาทการสะสมเงินเพื่อใช้ซื้อสินทรัพย์ก้อนใหญ่ หรือการเรียนต่อมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี-โท เป็นต้น จากนั้นจึงตามมาด้วยการค้นหา “ผลตอบแทนที่ต้องการ” และกำหนดสัดส่วนของสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อสร้างเป็น “Investment Policy” ในการลงทุนตามแผนต่อไป

สำหรับประโยชน์ที่สำคัญของ GBI คุณจ๊อบเล่าให้เราฟังว่า ลูกค้าจะเกิดความผูกพันและมุ่งมั่นต่อเป้าหมายรู้สึกมีส่วนร่วมกับการลงทุนที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการเลือกลงทุนเป็นก้อนๆแบบเดิม ปัญหาคือ เมื่อลงทุนโดยเน้นที่ผลตอบแทนสูงสุดกองไหนดี กองไหนเด่น ต้องเข้าไปลงทุน อย่างที่ทราบกันดีว่าการลงทุนในปัจจุบันนั้นคาดการณ์ได้ยาก ไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จที่ดีที่สุดเสมอไป ซึ่งบางครั้งอาจทำให้พอร์ตของลูกค้ามีความเสี่ยงมากเกินกว่าที่เป้าหมายของลูกค้าจะรับได้

ด้านองค์ประกอบของ Goal based investing (GBI) จะต้องเกิดขึ้นจากบุคคล 3 ส่วน คือ

1) Client Manager บุคคลที่ทำหน้าที่ค้นหาเป้าหมายและความต้องการของลูกค้าผ่านการสานสัมพันธ์พัฒนาความไว้เนื้อเชื่อใจ

2) Wealth Manager ทำหน้าที่วิเคราะห์วางแผนจัดทำนโยบายการลงทุน มีหลักการที่จับต้องได้ติดตามและวัดผลอย่างเป็นรูปธรรม

3) Fund Manager กลุ่มบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในโลกของการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมายของลูกค้า

เน้นสร้างผลตอบแทนและคุมความเสี่ยงให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ท้ายที่สุดนี้ คุณจ๊อบได้ฝากหลักคิดและการทำงานที่สร้างความสำเร็จให้กับเป้าหมายของลูกค้าไว้ว่า

1) การประยุกต์ใช้ GBI จะมีส่วนช่วยให้เราสามารถเป็น Disruptive advisor ได้คือ “เปลี่ยน” ก่อน “ถูกเปลี่ยน” สร้างจุดแข็งและช่วยยกระดับความสัมพันธ์ที่ลูกค้ามีต่อเรามากกว่าที่จะรอให้ผู้เล่นรายอื่นมา Disrupt เราได้ก่อน

2) แม้ Goal base เป็นของใหม่สำหรับท่านแต่ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องยากและซับซ้อน แม้ตลาดส่วนใหญ่หรือลูกค้ายังไม่คุ้นเคยนัก แต่ถ้าเราทำก่อนแล้วเกิดประโยชน์มันคือของใหม่ที่มีประโยชน์ต่อลูกค้า

3) เราต้องเข้าใจกระบวนการ และทำงานตามบทบาทหน้าที่ของตนให้ชัดเจน เพราะการทำทุกขั้นตอนเองทั้งหมด อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้

ทักษะที่ต้องมีสำหรับการดูแลลูกค้าระดับ High Net Worth

คุณสมพจน์ พัดสุวรรณ (พี่หนุ่ม) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Kompass wealth management และผู้เขียนเจ้าของเพจ WealthGuru มาแบ่งปันเรื่องของทักษะที่ต้องมีสำหรับการดูแลลูกค้าระดับ High Net Worth

ทำไมต้องเป็น High Net Worth? (HNW) คำถามนี้มาจากหลักคิดเรื่อง Customer Segmentation คุณหนุ่มเล่าให้เราฟังว่า Segmentation ของลูกค้าที่รับบริการการเงินส่วนบุคคลแบ่งได้ 4 ระดับ

1) ระดับยอด กลุ่ม Ultra HNW มีสินทรัพย์ลงทุนมากกว่า 1,000 ลบ.

2) ระดับถัดมา กลุ่ม Mid-Tier HNW มีสินทรัพย์ลงทุนระหว่าง 200 ลบ.- 1,000 ลบ.

3) ระดับต่อไป กลุ่ม HNW มีสินทรัพย์ลงทุนระหว่าง 35 ลบ.-200 ลบ.

4) ระดับสุดท้าย ระดับ MASS หรือบุคคลส่วนใหญ่ที่มีรายได้ประจำ

“กลุ่ม HNW ระดับ 2-3 จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ Private Bank ลงมาไม่ถึง เพราะด้วยขนาดของลูกค้ากลางๆ แต่จำนวนมาก หากคำนวณต้นทุนของบริษัทขนาดใหญ่แล้ว ค่าบริการอาจยังไม่อยู่ในระดับที่คุ้มทุนได้ เมื่อเทียบกับกลุ่มลูกค้าฐานบนสุด ส่วนกลุ่มผู้แนะนำที่มาจากสายประกันก็ยังไม่เข้ามาจับลูกค้าในกลุ่มนี้มากนัก เนื่องจากไม่มีช่องทางให้เข้าหา ดังนั้นกลุ่ม HNW ระดับ 2-3 จึงเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีการแข่งขันน้อย (Blue Ocean) ถือเป็น Sweet Spot สำหรับนักวางแผนทางการเงินอิสระ”

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันน้อย แต่กลุ่มลูกค้ามีความต้องการเฉพาะด้านพิเศษ ดังนั้นนักวางแผนทางการเงินอิสระไม่เพียงแค่มี Connection ให้ไปถึงแต่จำเป็นต้องมีความรู้ที่ตอบสนองลูกค้าได้ โดยสิ่งที่กลุ่ม HNW เหล่านี้ต้องการผู้ให้คำปรึกษาที่สุดคือ

1) Investment การจัดการเงินลงทุนขนาดใหญ่

2) Estate and Legacy Planning การวางแผนมรดกแล้วการจัดการสินทรัพย์ในมือเพื่อส่งต่อให้รุ่นต่อไป

ดังนั้นแล้วหากนักวางแผนทางการเงินอิสระอยากก้าวข้ามออกจากการให้บริการทางการเงินแบบเดิมที่เป็นลักษณะแบบ Product Approach (เน้นเสนอผลิตภัณฑ์ใดเป็นชิ้นๆ) ก็ต้องบอกว่า มีลูกค้าที่พร้อมเปิดโอกาสให้เราได้นำเสนอ เราจำเป็นต้องเร่งพัฒนา เพื่อสร้างสะพานที่เชื่อมไปสู่ลูกค้ากลุ่ม HNW โดยปัจจัยสำคัญ คือการมีความรู้เพื่อสามารถตั้งคำถามที่มีคุณค่า (Fact Finding) สร้างการต่อยอดไปถึงการรู้ความต้องการที่แท้จริง (Unmet need) ของลูกค้า เมื่อถึงจุดนั้นรูปแบบการสร้างรายได้ของนักวางแผนทางการเงินอิสระจะไม่ขึ้นอยู่กับค่าธรรมเนียมของผลิตภัณฑ์อีกต่อไป แต่จะอยู่ที่คุณค่าของคำแนะนำและ Solution ที่มอบให้กับลูกค้า

การเปลี่ยนแปลงของโลกการลงทุนในยุค Technology Disruption

คุณนิรันดร์ ประวิทย์ธนา (คุณรัน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท เอวา แอดไวเซอรี่ จำกัด ได้เล่าถึงโลกของการลงทุนที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน โดยคุณรันมองว่า ในระยะสั้นราคาของสินทรัพย์ เช่น ตลาดหุ้น จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานสักเท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับ Fund Flow ของเงินลงทุนที่ไหนเข้าออก กลุ่มสินทรัพย์นั้นๆ ต่างหาก เพราะในระยะสั้นสินทรัพย์ถูกขับเคลื่อนด้วย Fund Flow ของกองทุนขนาดใหญ่หรือจำพวกกองทุน Pension Fund (กองประกันสังคม) ที่อาจมองเห็นโอกาสและความเสี่ยงเมื่อเปรียบเทียบ

ทั้งนี้ การเคลื่อนย้ายเงินของกองทุนขนาดใหญ่เกิดจากปัญหาของกองทุนฯ สร้างผลตอบแทน หรือหาเงินได้ไม่เพียงพอจ่ายให้กับผู้เอาประกัน โดยมีผลหลักๆมาจาก

1) โลกเข้าสู่ Aging Society – มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% ของประชากรทั้งประเทศทำให้กองทุนฯ แต่ละประเทศมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

2) เด็กเกิดน้อยลง – หลังผ่านยุค Baby Boom ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรโลกก็มีอัตราการเกิดลดน้อยลงเรื่อยๆ มองในแง่กองทุนฯก็จะขาดรายได้ใหม่ที่เข้ามา

3) ดอกเบี้ยขาลง – หลังวิกฤต Subprime ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรทางเศรษฐกิจที่มีปัญหาจากการพิมพ์เงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Quantitative Easing) ที่นำมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อให้ภาครัฐฯกู้มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แล้วรัฐบาลกลับมีเงินไม่เพียงพอในการจ่ายคืน อีกทั้งธนาคารกลางพยายามเทขายพันธบัตรออกจากงบดุลของตนเอง ในช่วงจังหวะที่ดอกเบี้ยเป็นช่วงขาขึ้น แต่กลับไม่สามารถจำหน่ายออกไปได้ ทำให้เวลานี้ดอกเบี้ยจะยังคงเป็นขาลงเพื่อรักษาระดับหนี้ของภาครัฐฯไว้

ดังนั้นในสภาวะแบบนี้ กอง Pension Fund (กองประกันสังคม) ซึ่งถือพันธบัตรเป็นสินทรัพย์ลงทุนในสัดส่วนที่สูงในพอร์ทการลงทุนจะต้องจัดสรรสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนใหม่ย้ายไปในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนที่เพียงพอต่อการจ่ายคืนให้แก่นักลงทุน การเข้าใจการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเวียน จะทำให้สามารถเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ได้ดียิ่งขึ้น

หากนักลงทุนยังคงใช้วิธีการลงทุนแบบเดิมกับโลกการลงทุนยุคใหม่ อาจไม่ประสบความสำเร็จนัก คำแนะนำคือ นักลงทุนต้องเพิ่ม “วิธีการ” ใหม่ๆที่สอดคล้องกับนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลง เข้าไปแทรกในพอร์ตการลงทุน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการกระจายความเสี่ยงของ “วิธีการลงทุน” หรือเรียกว่า Method Diversification

ส่วนคำถามที่ว่า แล้วการลงทุนประเภทไหน/อะไรที่เหมาะกับการลงทุนในเวลานี้? (ในช่วงที่ปัจจัยพื้นฐานอาจไม่ใช่ประเด็นหลักในการตัดสินใจ) คุณรัน ผู้พัฒนากลยุทธ์กองทุนส่วนบุคคล “MPFX” ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ เชื่อว่า หากเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เกาะไปกับกระแสการไหลของเงินจะสามารถสร้างผลตอบที่ดีได้ จึงเกิดเป็นโมเดล MPFX ที่อาศัยแนวคิดการจับความผิดปกติเล็กๆในทุกกลุ่มสินทรัพย์ (Multi Asset) จับกระแสการไหลของเงิน และผสมออกมาเป็นกลุ่มตระกร้าจากนั้นใช้หลักการทำ Statistical Arbitrage หรือการทำกำไรจากความต่างด้านราคาของตลาดที่มีความสัมพันธ์ (Correlation) กันในเชิงสถิติ

อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ศักยภาพของกลยุทธ์ Arbitrage จะมีไม่มากนักเนื่องด้วยสภาวะตลาดและต้นทุนของธุรกรรมแต่ด้วยการใช้ชุดคำสั่งอัตโนมัติแบบ High-Frequency Trading (HFT) ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น กระจายเม็ดเงินลงทุนเป็นส่วนเล็กๆสร้างโอกาสในการทำกำไรที่มีความถี่มากขึ้นตาม ทั้งนี้โมเดล MPFX อยู่ภายใต้ข้อสมมติฐานที่ว่า ค่าเงินของแต่ละประเทศจะเคลื่อนไหวในกรอบ (กว้างหรือแคบต่างกัน) โดยมีปัจจัยเชิงพื้นฐานและสถิติในอดีตเป็นปัจจัยในการพิจารณา ซึ่งแน่นอนว่าการลงทุนในยุคต่อไป ความผันผวนที่มากขึ้น เร็วขึ้น เกิดผลกระทบวงกว้างในชั่วข้ามคืน MPFX จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพราะออกแบบมาเพื่อรับความผันผวนและผิดเพี้ยนของราคาสินทรัพย์ ผ่านการควบคุมและบริหารความเสี่ยงไปพร้อมๆกัน

บล.เมอร์ชั่น เน้นยืนหนึ่งผู้นำโมเดลธุรกิจ ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ เจาะกลุ่ม High Net Worth

โดยสุดท้าย คุณพงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA กรรมผู้จัดการ ของ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงแนวทางการนำเสนอกองทุนส่วนบุคคล โดยสร้างความไว้วางใจระดับมืออาชีพ ผ่านกลุ่มผู้แนะนำการลงทุนอิสระ หรือที่เรียกว่า Merchant Power Advisor (MPA) โดยเน้นการเสริมองค์ความรู้ที่จำเป็นการประกอบอาชีพผู้แนะนำการเงิน การลงทุน

ในขณะที่ธนาคารต่างทยอยปิดสาขาเพื่อลดต้นทุน เราอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ เพราะเราเริ่มได้เลย และยังสามารถนำเสนอรูปแบบพันธมิตรที่น่าสนใจให้กับบุคลากรที่ทยอยหันมาทำงานที่ปรึกษาการเงินการลงทุนอิสระมากขึ้น ในช่วงปีที่ผ่านมา ทีมงานเราได้ค้นคว้าและเข้าไปคุยกับกลุ่มตัวแทนอิสระที่ปรึกษาการเงินการลงทุน รวมถึงสำนักงานตัวแทนประกัน พบว่า เป็นกลุ่มองค์กรบุคลากรที่มีศักยภาพสูงมาก ด้าน Soft Skill และกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเสริมทักษะด้านการจัดการเงิน การลงทุนเพิ่มเติม ทาง บล.เมอร์ชั่น จึงเห็นโอกาสที่จะสามารถเข้าไปเติมเต็มในส่วนนี้ โดยที่ผ่านมาเราได้เจรจาและเริ่มความเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนผู้แนะนำการลงทุนอิสระที่ทยอยขึ้นทะเบียนกับเรากว่า 200 ท่าน ณ ปัจจุบัน โดยเรานำเสนอบริการผ่านการอบรมเสริมความรู้ ทั้งในและนอกสถานที่ประกอบกับการนำเสนอ Solution ไปด้วยกัน

  • เราไม่ต้องการเป็นทุกอย่างของทุกคน แต่ต้องการเป็นแค่ “บางอย่าง(ที่พิเศษ)ของบางคน” เท่านั้น

ถามว่า บล.เมอร์ชั่น เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าและผลิตภัณฑ์ประเภทไหน ก็ต้องบอกว่า เราไม่ได้เลือกจากขนาดของตลาดกลุ่มลูกค้า

หรือประเภทของสินทรัพย์ แต่เราเลือกจากสิ่งที่จะสามารถตอบโจทย์ และแบ่งเบาภาระของผู้แนะนำการลงทุนได้ นั่นคือ “Private Fund ที่มีกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่าง และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการลงทุน” ถามว่าแบ่งเบาอย่างไร จากที่คุยปรึกษา สืบหาข้อมูลพบว่า ลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ที่ MPA ของเราดูแลอยู่ต้องการอยู่ 2 อย่าง คือ

1) หามืออาชีพมาจัดการส่วนของเงินลงทุนให้

2) ต้องการผลตอบแทนที่ไม่ต้องเยอะมากแต่ต้องอยู่ในลักษณะ Absolute Return คือโตไปเรื่อยๆ พูดง่ายๆ คือ บวกไม่ต้องเยอะมากก็ได้แต่ขออย่าขาดทุนหนัก

ประเด็นคือ จะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถให้ผู้จัดการกองทุนของเรา จัดการเงินลงทุน แทนลูกค้าที่ไม่อยากเสียเวลาทำธุรกิจมานั่งเฝ้าหุ้น หรือ ตัวแทนประกัน/ที่ปรึกษาการเงิน (ที่ปกติก็ยุ่งมากอยู่แล้ว) ไม่ต้องกังวลติดตามอัพเดทสภาวะการลงทุน รวมถึงงานเอกสารมากมาย เรียกว่า แบ่งงานกันทำ ส่วนไหนใครถนัดก็จัดการได้เต็มที่ บล.เมอร์ชั่น จึงนำเสนอเฉพาะการจัดการเงินลงทุนในรูปแบบของ Private Fund เท่านั้น เพราะเรามอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพดูแลให้หมดทั้ง Asset Allocation Sector/Stock selection และ Market Timing

  • เดินหน้าสร้าง Merchant Investment Platform (M:I) ตอบโจทย์ทุกความต้องการของที่ปรึกษาการเงิน

คุณพงษ์ธร เสริมว่า ธุรกิจในรูปแบบ Pipeline สายการผลิตแบบเดิมไม่เหมาะกับยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การพัฒนา M:I Platform จะช่วยเข้ามาปลดล๊อค Supply chain เดิมๆ ให้มีศักยภาพขึ้นได้หลายเท่าตัว โดยหากพิจารณาโครงสร้างของทีมของเรา จะพบว่ามีสัดส่วนของ Developer มากกว่าทีมขายด้วยซ้ำ เพราะเราเชื่อว่า การจะรองรับความต้องการของทั้งลูกค้าและ MPA ของเรา ต้องใช้ระบบตัวกลางเข้ามาช่วยสนับสนุน หากผู้แนะนำการลงทุนขึ้นทะเบียนกับ บล. เรียบร้อยแล้ว

โดยในปัจจุบัน ตัวอย่าง Feature พื้นฐานที่เห็นได้ชัด คือ ระบบการจัดส่ง แสดงรายงาน สภาวะการลงทุนของลูกค้า รวมถึงการแสดงความเห็นของผู้จัดการกองทุนต่อสภาวะการลงทุนในตลาดต่างๆ สามารถค้นหาได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการ (On Demand /Tailor Made) ระบบ Investment Knowledge Center ระบบ Team Management รวมถึงเรื่องสำคัญที่สุด

การจัดสรรผลประโยชน์ค่าธรรมเนียมให้กับผู้แนะนำการลงทุนของลูกค้าเป็นไปอย่างโปร่งใส เที่ยงตรง มีรายละเอียดที่ตรวจสอบได้ MPA สามารถ Track ผลงานของทั้งกองทุนและของตัวเอง รวมถึงลูกทีมภายใต้การดูแลได้ตลอดเวลา ซึ่งในส่วนงานพัฒนาถัดไป เราได้มีการซุ่มทำเตรียมไว้แล้วอีกหลาย Feature เพื่อแสดงศักยภาพของ M:I Platform ให้สมบูรณ์มากขึ้นไปอีกขั้น

  • เปลี่ยนวิกฤตของคนอื่นให้เป็นโอกาสของเรา

โดยสรุปแล้ว โมเดลของ Disruptive Advisor ที่ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กำลังเร่งขยายทีม เป็นการโต้คลื่นการเปลี่ยนแปลงในยุค Technology Disruption อย่างแท้จริง โดยอาศัยโอกาสในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน แสวงหาทรัพยากรที่อาจถูกมองข้ามในอุตสาหกรรมการเงิน เพื่อสร้างความร่วมมือในรูปแบบของพันธมิตรด้วย Platform ที่ตอบโจทย์สำหรับอาชีพสาย โดยเฉพาะ “ที่ปรึกษาด้านการเงิน การลงทุน” ที่ต้องการปรับตัว เพิ่มศักยภาพให้กับตัวเอง ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ากลุ่ม High Net Worth มากขึ้น

หากท่านสนใจแนวทางและพร้อมจะเริ่มอาชีพที่ปรึกษาการเงินกับเราสามารถเข้าร่วมเดินทางไปกับ Disruptive Roadmap ได้

โดยเริ่มจากการ Add Line M:I 

บรรยากาศภายในงาน Disruptive Advisor