สรุปงาน Blockchain Genesis 2019 วันที่ 30 พ.ย. 62 โดย พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA

บรรยากาศค่อนข้างคึกคักดี ผู้จัดบอกว่ามีผู้เข้าร่วมประมาณ 2700 คน โตเป็นสองเท่าจากปีที่แล้ว น่าแปลกใจที่มีผู้สูงอายุในอัตราส่วนสูงกว่าที่คิด (คือแบบ ตีโป่งเลยนะ) ส่วนงานมี 3 เวที ข้อดีคือมีให้เล่นสะสมเหรียญ โอนกันไปมาได้ เพื่อรับของรางวัลในงาน ความลำบากคือแต่ละเวที เริ่มและจบในแต่ละ Session ไม่พร้อมกัน ทำให้ Switch ไปมาลำบาก เลทต่อกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตสรุปเป็นแบบ ประเด็นรวม ไม่แบ่ง ตาม Speaker นะคับ

เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร เหมาะกับใคร ใช้ยังไง ใช้เมื่อไหร่ ต้องใช้ไหม สรุปตรงนี้

1. Blockchain ว่ากันง่ายๆ เหมือนกระดานที่เขียนลงไปแล้ว ลบไม่ได้ ห้ามแก้ไข ถ้าจะแก้ต้องให้คนส่วนใหญ่ Accept และด้วยความที่มันแก้ไขแทบไม่ได้ จึงมีประโยชน์ในแง่ของการเป็นตัวแทนของ Trust ยืนยัน Verify ความมีอยู่จริงของสิ่งๆใดก็ได้ เช่น การทำธุรกรรมด้านการเงิน (P2P Lending) การเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยน (Crypto Currency) การทำสินทรัพย์มีตัวตนให้กลายเป็นดิจิตอล (Asset Digitization)

2. เดิมทีกระดานนี้เป็นของครู เฉพาะครูเท่านั้นที่เขียนได้ (กรมที่ดิน, ธนาคาร) แต่ตอนนี้ Blockchain ทำให้นักเรียนเขียนกันเองได้แล้ว ขึ้นอยู่กับใครจะเอามาหาประโยชน์อย่างไร

3. พี่หมู Six Network บอกว่า ผู้ประกอบการ ต้องคิดให้ดีว่า คุณมีความจำเป็นต้องใช้มันหรือเปล่า เพราะบางโจทย์ก็สามารถแก้ด้วย เทคโนโลยีเดิมๆ ง่ายกว่าด้วยซ้ำ โดยให้หลักคิดว่า ถ้าใช้แล้ว ไม่ดีกว่า ไม่ถูกกว่า ไม่เร็วกว่า ของเดิมก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะเงินลงทุนที่ต้องใช้พัฒนาก็ไม่น้อย ไม่ใช่ทุกองค์กรจะเหมาะกับเทคโนโลยี Blockchain

4. ประโยชน์ของมันขึ้นอยู่กับ Business requirement ของท่าน ว่าจะเอาคุณสมบัตินี้ไป Apply ใช้กับอะไร

5. ถ้าต้องการแค่ Check ตรวจสอบข้อมูลง่ายๆ ระบบ Database แบบเดิมๆ เร็วกว่า Blockchain เป็นอะไรที่ช้า อย่าคิดว่าใหม่กว่าต้องเร็วกว่าเสมอ แถมดึง Report อะไรออกมา เป็นข้อมูลที่ Verify ก็จริงแต่ต้องเอาแปลงอีกทีเพื่อให้คุยกับระบบอื่นๆในปัจจุบัน เข้าใจได้

6. ตอนนี้ Blockchain ถือเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาจนเกือบสมบูรณ์ระดับหนึ่ง ในปัจจุบันอยู่ในช่วงว่า ใครจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แบบไหนได้ก่อน เหมือนยุคแรกๆของอินเตอร์เนต เราจะรอเป็นผู้ใช้ก็ได้ประโยชน์ แต่ถ้าจะเป็นผู้ประกอบการในกระแสนี้ก็ต้องเริ่มทำ เริ่มลงทุน ลงมือก่อน เพราะยังเป็น Early Stage อยู่มาก

7. ที่ว่า Blockchain ถูกแฮค จริงๆแล้ว คือระบบรอบๆ มันต่างหากที่ถูกแฮค เช่น ระบบการเก็บรักษา Private Key

8. ปัญหาในปัจจุบันนอกจากเรื่องของเงินที่ใช้ Develop ที่ค่อนข้างสูงแล้ว กฎเกณฑ์ก็ยังไม่เอื้อมากนัก แต่เมืองไทยถือว่าเร็วกว่าคนอื่นมากแล้วในเรื่อง สินทรัพย์ดิจิตอล มีความตื่นตัวสูง

9. อีกด้านหนึ่งคือเรื่องของ Demand ยังไม่มา ผู้ใช้ยังไม่กล้ากระโดดเข้ามาเล่นมากนัก ยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างเท่าที่ควร ยังเป็นเรื่องที่ต้อง Educate กันต่ออีกเยอะ เพราะก็เข้าใจยากอยู่

10. ส่วนตัวมองว่า Blockchain ในสายตาผู้ใช้จะหวือหวา น้อยกว่าพวก AI Machine Learning เพราะเป็นแนว Upgrade ระบบหลังบ้าน ปรับโครงสร้าง Supply Equation มากกว่า ไม่มีประเดนแบบ เป็นแฟนกับหุ่นยนต์ เครื่องจักรครองโลก หรือคนตกงานแน่นอน อะไรแบบนั้น

สรุปเนื้อหาในส่วนอื่นๆ ที่ได้จากการ Speaker ภายในงาน

1. มูลค่าการซื้อขาย Crypto ในประเทศยังไม่ถึง 1% ของตลาดหุ้น

2. เริ่มมีความร่วมมือระหว่าง บริษัทหลักทรัพย์ กับ พาร์ทเนอร์ทางเทคโนโลยีต่างชาติ เพื่อนำเสนอการลงทุนใน Digital Asset รวมถึงการทำ ICO STO ด้วย ปีหน้า ไทยอาจจะมี STO 1 ตัวคือ อุตสาหกรรม อสังหาฯ ก่อนเลย

3. STO = Security token offering คือการระดมทุนในลักษณะคล้ายหุ้น ได้สิทธิ์เหมือนถือหุ้น แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าที่ Hit ICO กันคือ Initial Coin Offering ระดมทุนคล้ายกัน แต่ได้ถือเหรียญเพื่อเอาไปขายต่อหรือถือไว้เพื่อการลงทุน เป็นต้น

4.หน่วยงานกำกับดูแลถือว่า ปรับตัวได้เร็วอันดับต้นๆ ในภูมิภาค ยอมรับสกุลเงิน 4 สกุล (Bitcoin Stellar Ripple และ Ethereum) สำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่าง Digital Currency เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถทำหน้าที่ ชำระแทนเงินตราได้ตามกฎหมาย

5.บริษัทหลักทรัพย์ สามารถทำหน้าที่เดิมในสมัย IPO ได้ คือ FA Underwriter สำหรับ STO หรือ ICO เรียกว่า ICO Portal

6. การประยุกต์ใช้ Blockchain ให้ทันสมัย ทันโลก จะสามารถเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศได้หลายส่วน โดยเฉพาะ Government Tech อย่างแรกคือ
  1) กฎหมาย เกิดการกระจายอำนาจ ตรวจสอบได้
  2) ช่วยแก้เรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคม การแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ทรัพยากรที่เข้าถึงได้แค่คนบางกลุ่ม
  3) ช่วยแก้ปัญหาเรื่อง Mindset เรื่อง Trust ในคุณภาพของสินค้า และ
  4) การพัฒนาระบบ Social Scoring คะแนนแห่งความดี ทำดีแล้วมีเครดิต นำไปเปลี่ยนเป็นมูลค่าอื่นๆ ได้

7. การทำ Government Tech ให้สำเร็จ ไม่ได้ติดที่เทคโนโลยี แต่ต้องปรับ Mindset ของคน (ใคร?)ก่อน

8. Libra เจออุปสรรคสำคัญคือ ความเป็นเอกราชของประเทศ ของธนาคารกลาง ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องการเข้ามาแข่งขัน มากกว่า อีกแง่มุมหนึ่งคือ ความเป็น Blockchain คุณสมบัติหนึ่งคือการทำลายตัวกลาง Decentralized แต่สิ่งที่ Libra ทำ คือตรงข้าม Centralized ให้ตัวกลางรายใหญ่เข้ามามีบทบาท เป็นแก็งที่แข็งแกร่งเพื่อกินรวบ ซึ่งมันผิดไปจาก Concept

9. Crypto + Stable Coin จะช่วยแก้ปัญหา Financial Logistic ได้ ปัจจุบันการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศขนาดใหญ่ ทำไมต้องวิ่งไปผ่าน JPMorgan เสีย Spread จำนวนมาก (เพราะความน่าเชื่อถือในระบบเดิมที่วางไว้) แต่ Blockchain จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เหมือนบริษัท VELO ของกลุ่ม CP ที่ทำสิ่งนี้

10. ในยุคที่ผ่านมา Internet ทำให้เกิด Digital Abundance คือการอำนวยความสะดวก ให้ธุรกรรมเร็วขึ้น ด้วยการทำสำเนา คือยิ่งมากยิ่งดี ไม่มีใครว่า (เช่นการพัฒนาจากการสิ่งจดหมายกระดาษ เป็น Email group ที่สำเนาส่งไปให้คน 500 คนได้ แทนที่ต้องส่งทีละคน) แต่ Blockchain จะทำให้เกิด Digital Scarcity คือการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ต้นทุนต่ำเหมือนเดิม แต่สามารถพิสูจน์การมีตัวตน และรู้พิกัดการมีอยู่บนโลกออนไลน์ได้ (เช่น การ Scan แบงพันบาท และส่งไปทาง Email แต่จะมีเพียงปลาย ผู้รับเท่านั้นที่ สามารถใช้มันชำระหนี้ได้)

11. มูลค่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโลก ธนาคารจับได้แค่ 1 ใน 3 เอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะต้องไปแข่ง ไปแย่ง Market Share จาก Big Bank แค่เสนอ Solution ให้กับ 2 ใน 3 ที่เหลือ ก็มีพื้นที่เล่นมากมายแล้ว

12. การทำ Tokenize Asset ต้องพิจารณาในประเดนดังนี้
  1) สินทรัพย์จับต้องได้ไหม
  2)มีผู้ควบคุมทะเบียนสิทธิ์ของสิ่งนั้นหรือไม่ เช่น โฉนดที่ดิน สิทธิ์เจ้าของที่ดินอยู่ที่กรมที่ดิน ถึงเอามาทำ Tokenize แต่กรมที่ดินไม่รู้ ไม่ Stamp ก็ไม่มีประโยชน์
  3) มีคนเก็บรักษา (Custodian) เพื่อทำการยืนยันการมีตัวตนของ Asset นั้นๆ หรือไม่

13. จุดเด่นของการทำ Tokenize คือทำให้สินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่อง สามารถซอยแยกขาย แบ่งกันถือได้ ทำให้เกิดสภาพคล่องมากขึ้น แลกเปลี่ยนได้ สะท้อนมูลค่าของมันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หรือ ภาพวาดชื่อดัง (เคลื่อนย้ายยาก ป้องกันการปลอมแปลง แยกชิ้นแบ่งกันถือไม่ได้ และที่สำคัญมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย)

14. Six Network เปิดตัวโปรเจค ECHO คือการเอา Blockchain มายืนยันความเป็นเจ้าของผลงานของศิลปิน ทั้งแง่ของ เสียง ภาพวาด ภาพถ่าย งานเขียน และอื่นๆ ไม่ใช่แค่เก็บรักษาและยังช่วยตรวจสอบและ Report หากมีการทำซ้ำหรือระเมิดลิขสิทธิ์บนโลก Online ได้อีกด้วย

15. STO กับ ICO ใช้เทคโนโลยีคล้ายกัน ในโลกมี STO เพิ่ง 10 ตัวเอง ส่วนใหญ่เป็น ธุรกิจโรงแรม ส่วน ICO ไม่ค่อยมีเกิดแล้ว เพราะเหรียญเต็มกระดานไปหมดหลายพันสกุล และสิทธิ์ในการถือ ก็ไม่มากเท่า STO

16. Blockchain มีศักยภาพในการขยายเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะคุณบัติ 3 อย่าง คือ
  1)Peer to Peer สามารถทำให้ ผู้ใช้และผู้ใช้ทำธุรกรรมกันเองได้ ขยายวงกว้างได้เร็ว
  2) Digital identity คือมีการยืนยันตัวบนโลก Online ได้ ก็จะเกิด Application/ use case ได้เยอะ หลากหลาย และ
  3) คือมีการกระจายศูนย์ ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอีกต่อไป ธุรกรรมจึงเกิดได้ทุกเสี้ยววินาที

17. ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจหรอกว่า บริษัทจะใช้เทคโนโลยี เทพขนาดไหน ลูกค้าดูที่ประโยชน์ Value ที่เขาได้รับ ถ้าเห็นชัดเจน ก็จะเกิดการใช้งานในวงกว้าง เผลอๆ อาจไม่ต้องเข้าใจ หรือไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ธุรกรรมที่ทำอยู่มี Blockchain เป็นเบื้องหลัง

บทความโดย พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA MD Merchant partners securities