สรุปหนังสือ The Infinite Game โดย Simon Sinek สรุปโดย พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA

เป้าหมายชีวิต (ธุรกิจ) ไม่มีวันจบ

เล่มนี้ไม่ได้จัดอยู่ในหมวด อ่านเพื่อรู้ แต่เป็น อ่านเพื่อเข้าใจมากกว่า เข้าใจว่า ธรรมชาติของทุกสิ่ง เหมือนเกมที่ไม่มีวันจบ มนุษย์มักคุ้นชินกับการแข่งขันที่มีกฎกติกา ตายตัว มีผลแพ้ชนะที่ตัดสินใจด้วยหลักการ และเวลาที่กำหนดแน่นอน แต่ถ้าหากเผลอคาดหวังว่า การแข่งขัน “นอกเกม” จะดำเนินไปเช่นเดียวกัน หนังสือเล่มนี้ บอกตรง ๆ ว่า มันจะไม่เป็นเข่นนั้น เพราะนอกจากจะท่านจะผิดหวังเสียใจ ยังพาลจะทำให้คนรอบข้างซวย ทีมงานและบริษัท พังพินาศได้ในชั่วพริบตา

Infinite Game เหมาะกับผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำองค์กร/ทีมงานที่ดี เล่าถึงการค้นหาและตั้งเป้าหมายในเกมที่ไม่มีวันจบ (Just Cause) เปรียบเทียบให้เห็นภาพของเป้าหมายของผู้นำแบบเดิม มันจะไม่เวิร์คอย่างไรก็กับโลกที่เปลี่ยนแปลง ความสนใจ คุณค่าของสังคมในยุคใหม่ที่แตกต่างจากยุคก่อน รวมไปถึงคุณสมบัติของผู้นำและการทักษะที่ต้องพัฒนาเพื่อให้สามารถรักษา Purpose ของตัวเองและองค์กร ที่มากกว่าไปคำว่า กำไร ที่เป็นตัวเงิน

เพราะสุดท้าย เราคงไม่อยากให้ใครจดจำเรา เพราะตัวเลขเงินสูงสุดในบัญชี แต่เป็นสิ่งที่เราทำประโยชน์ให้กับคนใกล้ตัว สังคมและประเทศชาติ แค่ไหน อย่างไรมากกว่า

ชอบกดไลต์ ใช่กดแชร์ ให้กำลังใจกันได้นะคับ ขอบคุณที่อ่านจนจบ

• สรุปเนื้อหาส่วนสำคัญ ของหนังสือ

• โลกธุรกิจคือ Infinite game ไม่มีจุดจบ เพราะฉะนั้นเป้าหมายขององค์กรคือ “ต้องปรับตัวและต้องรอด” อยู่ในเกมให้นานที่สุด

• การคิดอย่างมีขอบเขตของผู้นำยุคก่อนเช่นกำไร ต้นทุน รายได้ (Finite mindset) ในเกมที่ไม่มีขอบเขต (Infinite game) มักจะให้ผลที่ไม่ค่อยดีนัก ตามมา (มองไม่ไกลพอ = ปรับตัวไม่ทัน)

• โลก AI ถูกครองครองโดย 7 ยักษ์ใหญ่เท่านั้น G-A-M-F-B-A-T

• การปรับทักษะให้มี Infinite mindset / strategy ต้องวางเป้าหมายใหม่ (Just Cause)ให้สอดคล้อง โดยเฟ้นหา Purpose ที่มีคุณสมบัติ ดังนี้

• For something ทำเพื่ออะไร เพิ่มคุณค่า หรือสร้าง Positive impact อะไร

• Inclusive เปิดกว้าง ให้เข้าร่วมได้

• Service oriented ก่อให้เกิดผลนอกเหนือไปจากองค์กร

• Resilient ต้องทนได้ทุกสภาวะ ปรับได้ ยืดหดได้

• Idealistic มีความท้าทายและกล้าคิด และดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ในแวบแรก

• องค์กรที่จะรอด ต้องมองถึงผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้ และถ้าต่อเนื่องไปสร้าง impact ไปยังกลุ่มคน สังคม หรือประเทศในทางทีดีได้ยิ่งดี ไม่ใช่มองถึงกำไรที่บริษัทจะได้

• กำไรตัวเงินเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ส่วนหนึ่ง และไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของ Infinite mindset แน่นอน

• การพยายามปรับตัวในสภาวะยากลำบากของผู้นำยุคเก่าคือ ลด Cost ลดคน = กระทบต่อ Corporate Culture / ลด R&D = ไม่เกิด Revenue stream ใหม่ และสุดท้ายทำลายหน่วย Productive ที่เล็กที่สุดคือ mindset ของคนทำงาน

• อายุของบริษัทเฉลี่ยสั้นลงจาก 61 ปี ใน 1950 ตอนนี้เหลือแค่เฉลี่ย 18 ปี เพราะ Mindset ของผู้บริหารที่สั้นลง เน้นเป้าระยะสั้นและจับต้องได้มากเกินไป

• 5 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณรอดใน Infinite Game
o Just Cause
o Trusting team
o Worthy Rivals
o Existential Flexibility
o Courage to lead

• การอยู่ใน Infinite Mindset ส่วนหนึ่ง มันคือการตอบตัวเองให้ได้ว่า“เราเกิดมาชาตินี้ คุ้มค่าความเป็นคนแล้วหรือยัง ?” ซึ่งแน่นอนว่าคนเราอาจมีบริบทในการตอบคำถามแตกต่างกันไป

• ชอบ คือ อยากทำด้วยเหตุผล แต่ รัก คืออยากทำเพราะอารมณ์ ถ้างานที่ทำมันตอบ Just Cause ของเราได้ เราหวังว่าอาจชอบมันสักวันหนึ่ง แต่เราจะรักมันตั้งแต่ต้น แต่ถ้าไม่ตอบ เราจะชอบ แต่จะไม่มีวันรักงานที่ทำ

• Just Cause คือประโยคที่ทำให้คนอ่านแล้วอยากรีบวิ่งมาสมัครงานเลย ต้องมีความ touch to personal

• การทำเป้าสั้นๆ ต่อๆกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้แปลว่าท่านจะรอดได้ในระยะยาว (lot of finite goals not equal infinite goal)

• ทัศนคติแบบ “ต้องรอด” คำว่า Better สำคัญกว่า Best

• ผู้นำใหม่ต้องคิดไปให้ไกลว่า กำไรบริษัท เป้าระยะสั้นยังทำได้ แต่ต้องเลือกทำเฉพาะที่สนับสนุน เป้าระยะยาว

• ธุรกิจที่เน้นแต่จะหาเงิน กำไร และราคาหุ้นในตลาดเป็นอะไรที่น่าสงสาร (คนทำงาน)

• ปี 1978 ผู้บริการมีรายได้เฉลี่ยมากกว่า พนักงานเฉลี่ย 30 เท่า แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 271 เท่า

• VC สำหรับ Startup ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของเป้าระยะสั้น เน้นลงทุนและขายใน 3-5 ปี มีโอกาสที่จะทำให้บริษัทไขว้เขวไปจาก Just cause ที่ตั้งใจได้ เพราะเน้นที่ Exit Valuation

• บางครั้ง Shareholder กับ Owner ก็แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ ผู้บริหารต้องแยกเป้าหมายให้ออก

• บริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยไม่มี Purpose จะไม่สามารถถึงจุดที่เรียกว่า Full Potential ได้

• ทำตามเป้าหมาย(Purpose) ปกป้องทีมงาน (Protect) และสร้างกำไร (Profit) คือสมดุลที่ต้องบริหาร

• ความรักชาติเป็นความรู้สึกร่วมที่เกิดในวงกว้าง เพราะมีองค์ประกอบของ Just cause ครบถ้วน

• คนทำงานไม่ใช่สิ่งของ อุปกรณ์ การลดต้นทุนคน เป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะจะกระทบหลายส่วน หลายมิติและส่วนใหญ่จะได้ไม่คุ้มเสีย

• ทีมงานที่ประสิทธิภาพ สังเกตได้จาก การสื่อสารความรู้และข้อมูลจะ Flow ระหว่างแผนกสู่แผนก รุ่นพี่ต่อรุ่นน้องได้อย่างไม่ถูกปิดกั้น แต่จะเกิดได้ต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้พนักงานรู้สึกว่า “ปลอดภัย” และ ”มีอิสระมากพอในขอบเขตที่รับผิดชอบได้” ซึ่งต้องเริ่มจากผู้นำทีมต้องสร้าง Circle of trust ขึ้นก่อน เรียกร้องจากลูกน้องไม่ได้ ต้องทำก่อน

• Trust เกิดจากการพยายามทำสิ่งที่ถือว่าเป็นคุณค่า และถูกต้องอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสถานการณ์ไหน แค่นั้นเอง

• การทำงานเป็นทีม ต้องการคนไม่ต้องเก่งมาก แต่ไว้ใจได้ มากกว่า คนเก่งเทพแต่เดาทางมันไม่ถูก (Consistency more important than intensity)

• การปั้นทีมงาน ต้องให้แน่ใจว่าพวกเขาได้ พัฒนา
1.ทักษะการทำงาน
2.การเข้ากับผู้คนและ
3.ภาวะความเป็นผู้นำ

• ผู้นำที่จะรอด ต้อง Give ก่อนคือเสริมพลังให้ทีม ไม่ใช่ Take หรือคาดหวังผลลัพธ์

• เกิดปัญหาต้องแยก”คน”ออกจาก”ปัญหา” แยกให้ออกว่า “You have a problem” หรือ “You are the problem”

• หน้าที่หลักอีกอย่างของผู้นำ คือปั้นผู้นำคนต่อไป แล้วสภาวะแวดล้อมที่ดีจะตามมาเอง

• ผู้นำไม่ต้องรับผิด”งาน” แต่ต้องรับผิด”คน”ที่ทำให้เกิดงานนั้นๆ

• คนเก่งๆ รุ่นใหม่ เลือกทำงานเพราะ Purpose สอดคล้องกับแนวความคิดเขา ไม่ใช่เพราะเงิน(อย่างเดียว)

• ใน Infinite Game ที่ไม่มีวันจบ เราต้องเลิกมองผู้เล่นรายอื่นเป็น “คู่แข่ง” เพราะถึงแม้จะชนะในวันนี้ ก็จะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ตราบเท่าที่เรายังทำธุรกิจอยู่ >> แต่ให้มองเป็น “คู่ปรับ” ที่คู่ควร เพื่อจะทำให้เราสามารถพัฒนาศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น แก้จุดอ่อน เสริมจุดแข็ง ปรับกลยุทธ์ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ขัดเกลาให้เห็น Purpose ที่ชัดเจนขึ้น ไปด้วยกัน มากกว่า แพ้ชนะ กันไปข้าง ซึ่งมีแต่จะเกิดผลเสียกับทั้งคู่

บทความโดย พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA MD Merchant partners securities