ย่อเรื่องเด็ดที่ห้ามพลาด 26 ส.ค.- 1 ก.ย. 62

ประเด็นสำคัญประจำสัปดาห์

  • [GLOBAL] -สงครามการค้าปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังประธานาธิบดี Trump ตอบโต้จีนที่ขึ้นภาษีใส่ ด้วยการเพิ่มภาษี จากเดิม 25% เป็น 30% และขยับเวลาเก็บภาษีมาเร็วขึ้นอย่างไรก็ตาม ทาง US ได้หันไปผูกมิตรกับทาง UK มากขึ้น โดยจะมีข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันให้สูงกว่าเดิม ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เป็นภัยต่อสมาชิก EU อีกทั้งจะชวนรัสเซียเข้าร่วมการประชุม G7 สร้างความตึงเครียดทางการเมืองโลกขึ้นอีกครั้ง

  • [US] -วันศุกร์ที่ผ่านมาในงาน Jackson Hole ประธาน FED Jerome Powell ยังไม่ได้ให้สัญญาณว่า FED จะลดดอกเบี้ยหรือมีนโยบายทางการเงินใดใดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากที่รอบประชุม FOMC เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อีกทั้งยังกล่าวว่าเศรษฐกิจยังค่อนข้างดี แต่มีความเสี่ยงขาลงทำให้ตลาดผิดหวังพอสมควร โดยเฉพาะในภาวะที่สงครามการค้าดูจะสร้างความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง

  • [EU] -นายกรัฐมนตรีอังกฤษยังยืนยันจะพาอังกฤษออกจาก EU ให้ได้แม้จะต้องเป็น No-Deal ซึ่งทางฝั่ง EU เริ่มมีท่าทีผ่อนคลายลงและให้อังกฤษเสนอแผนควบคุมชายแดนไอร์แลนด์เพื่อหลีกเลี่ยงการตั้งจุดตรวจ อย่างไรก็ตาม การประชุม G7 แสดงให้เห็นว่า Trump สนับสนุนให้อังกฤษแยกตัวออกจาก EU จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความสัมพันธ์ของทุกฝ่ายให้แย่ลงไปอีก

  • [CHINA] -ธนาคารกลางจีนลดดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกหนี้ชั้นดี (loan prime rate) เหลือ 4.25% จากเดิม 4.31% สำหรับการกู้ 1 ปี รวมถึงดำเนินการปฏิรูประบบดอกเบี้ยให้สามารถดำเนินนโยบายการเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เพิ่มจำนวนสถาบันการเงินให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด loan prime rateเพื่อหวังให้นโยบายการเงินตอบสนองต่อสถานการณ์ในแต่ช่วงได้ดีขึ้น

  • [Asia] -กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ใช้มาตรการทางการคลังและการเงินอย่างต่อเนื่องหลังนักวิเคราะห์คาดเศรษฐกิจในเอเชียจะเติบโตต่ำในช่วงที่เหลือของปีนี้และอาจส่งผลยาวไปถึงปีหน้า โดยอินโดนีเซียประกาศลดดอกเบี้ยเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันเนื่องจาก GDP ไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่รัฐบาลประเมินไว้ ทางด้านรัฐบาลไทยเสนอแผนกระตุ้นมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทเนื่องจากเศรษฐกิจถูกผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้าถือเป็นมาตรการตามหลังประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์ซึ่งประกาศปรับลดดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้านี้

สถานการณ์สงครามการค้าล่าสุดส่งผลให้ภาพการลงทุนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นโดยล่าสุดตัวเลข Manufacturing และ Service PMI ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าการตอบโต้ระหว่างกันกับจีนเริ่มส่งผลทางลบต่อสหรัฐฯ แล้วรวมถึงท่าทีของ FED ยังสงวนท่าทีต่อการลดดอกเบี้ยถือเป็นสัญญานเตือนสำคัญต่อการดำเนินนโยบายหลังจากนี้ของ Trump ที่อาจไม่สามารถทำอย่างสุดโต่งได้เหมือนเคยเนื่องจากจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในช่วงปีหน้า


Recommended Action

รอโอกาสหรือเริ่มเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ได้รับผลกระทบน้อยต่อประเด็นความขัดแย้งทางการค้าเรามองว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ จะช่วยให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้เมื่อภาพความขัดแย้งของสหรัฐฯ และจีนดีขึ้น ซึ่งล่าสุดทางการจีนได้ติดต่อมาที่ US แล้ว

คลิ้กเพื่อดูกราฟ v

ข้อมูล ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2562 (4.00PM)