คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้ (1-5 ก.ค. 62) มองว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,720-1,750 จุด เป็นการแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่การปรับตัวขึ้นคาดว่ามีกรอบจำกัด และอาจจะมีแรงขายทำกำไรออกมาในระหว่างสัปดาห์ ทั้งนี้ปัจจัยที่ยังคงหนุนให้ดัชนีปรับขึ้นจะมาจากในเรื่องความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากที่ทางสหรัฐประกาศจะไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มเติม และอนุญาตให้บริษัทหัวเว่ยสามารถซื้อขายสินค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุน นอกจากนี้ทิศทางของนักลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ในทางซื้อ และคาดว่ายังมีเงินทุนไหลเข้ามาต่อเนื่องสอดคล้องกับทิศทางของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่า รวมทั้งแรงหนุนในเรื่องของนโยบายการเงินผ่อนคลายทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 ในการประชุมเดือน ก.ค. 62 นี้ ในขณะที่มีการประชุมของกลุ่ม OPEC ที่มีขึ้นในวันที่ 1-2 ก.ค. กรุงเวียนนา โดยสมาชิกโอเปกส่วนใหญ่สนับสนุนการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในเดือน มิ.ย. จะมีการปรับลดกำลังการผลิตในอัตราเดิมที่ระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะหนุนให้มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานเข้ามาหนุนดัชนีได้ แต่อย่างไรก็ตามในช่วงระหว่างสัปดาห์อาจจะต้องระมัดระวังการลงทุน เนื่องจากดัชนีมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้ Upside อาจจะเริ่มจำกัด และมีแนวโน้มที่จะมีการปรับพอร์ตเกิดขึ้นได้

สำหรับภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งอยู่ในกรอบ 1,707.77-1735.88 จุด และดัชนีปิดที่ระดับ 1,730.34 จุด (28 มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 13.20 จุด (+0.77%) จากระดับปิดที่ 1,717.14 จุด (21 มิ.ย.) ทั้งนี้สัปดาห์ก่อนดัชนีสามารถกลับมายืนเหนือระดับที่ 1,730 จุดได้ เนื่องจากมีปัจจัยบวกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นสัปดาห์วันจันทร์ดัชนีปรับตัวลงเล็กน้อย หลังจากที่ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุนตลาด ประกอบกับเป็นช่วงที่เข้าเขตซื้อมากเกินไป (Overbought) ส่วนในวันอังคารดัชนีปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดหุ้นภูมิภาค หลังจากที่มีเงินทุนไหลเข้ามาต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและไทยที่ยังมีส่วนต่างอยู่อีกค่อนข้างมาก สำหรับในช่วงกลางสัปดาห์ดัชนีปรับตัวขึ้นเล็กน้อย และแกว่งตัวในกรอบแคบ เพื่อรอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนว่าจะมีความคืบหน้าออกมาทางไหน รวมทั้งการจัดตั้งรัฐบาล และความคาดหวังว่าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมา ในขณะที่ผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ ส่วนปลายสัปดาห์ในวันพฤหัสบดี ดัชนีปรับตัวขึ้นและสามารถยืนเหนือระดับ 1,730 จุดได้ เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากความคาดหวังจากการประชุม G20 ในช่วงสุดสัปดาห์ ที่ทางประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน มีกำหนดพบปะเจรจากัน ซึ่งจะมีการเจรจากันในเรื่องของข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน นอกจากนี้ระดับราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น หนุนให้มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังานเข้ามาด้วย ทั้งนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล สำหรับในวันศุกร์ ดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ และยังคงรอดูผลการประชุม G20 เกี่ยวกับประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งยังขาดปัจจัยบวกเข้ามา

กลยุทธ์การลงทุน ดัชนีปรับตัวขึ้นมาพอสมควรในช่วงที่ผ่านมาตลอดเดือน มิ.ย. ซึ่งมองว่าให้ระมัดระวังอาจจะเกิดแรงขายทำกำไรเกิดขึ้น แต่หากยังมีหุ้นอยู่อาจจะทยอยขายไปบ้างบางส่วนที่ดัชนีใกล้ระดับ 1,750 จุด เนื่องจากกรอบบนเริ่มจำกัด และอาจจะต้องรอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงมา ทั้งนี้หุ้นหลายตัวมีการปรับตัวขึ้นไปแล้ว แต่มองว่าหุ้นที่ยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ และยังคงมีปัจจัยพื้นฐานดี ได้แก่ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐ (WHA, AMATA, ROJNA, STEC, CK) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นการใช้จ่าย (CPALL, BJC, HMPRO, ROBINS, GLOBAL, MINT, CPN , KTC) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ (SAWAD, MTC) รวมทั้งหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (KKP, TISCO, LH, QH, INTUCH, ADVANC) นอกจากนี้แนะนำให้ซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP) หลังจากที่ระดับราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้น รวมทั้งเก็งกำไรหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ตามคาดการกลั่นที่คาดว่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว (TOP, ESSO, SPRC) และการเข้าซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มเดินเรือ ตามดัชนีค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มปรับขึ้น

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบัน การประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในวันที่ 1-2 ก.ค. 62 เพื่อหารือการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน โดยที่ประชุมจะสนับสนุนการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตจนถึงสิ้นปีนี้

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ได้แก่

    1 ก.ค.
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือน มิ.ย.
  • ดัชนีภาคการผลิตเดือน มิ.ย.
  • การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือน พ.ค.

    3 ก.ค.
  • ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน มิ.ย.
  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน พ.ค.
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือน มิ.ย.
  • ดัชนีภาคบริการเดือน มิ.ย.
  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
    5 ก.ค.
  • ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน มิ.ย.