คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้ (24-28 มิ.ย. 62) มองว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,700-1,730 จุด เป็นการแกว่งตัวออกด้านข้าง เพื่อปรับฐาน และรอปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,715 จุดได้ โดยดัชนีมีการปรับตัวขึ้นมาจากระดับ 1,614.12 จุด (24 พ.ค.) จนมาปิดที่ระดับ 1,717.14 จุด (21 มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 103.02 จุด (+6.38%) จะเห็นได้ว่าในช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีการปรับตัวขึ้นมาถึง 100 จุด มองว่าเข้าเขตซื้อมากเกินไป (Overbought) และคาดว่าน่าจะมีแรงขายทำกำไรเกิดขึ้นในระหว่างสัปดาห์ ประกอบกับในช่วงสัปดาห์นี้ดัชนียังแกว่งตัวรอปัจจัยใหม่เข้ามา แต่อย่างไรก็ตามแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติยังคงสามารถพยุงดัชนีให้แกว่งตัวยืนเหนือ 1,710 จุดได้ โดยคาดว่า Fund Flow ยังไหลเข้ามา สอดคล้องกับทิศทางของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าต่อเนื่องในรอบ 6 ปี รวมทั้งราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น หลังจากที่สหรัฐมีการคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหม่ เพื่อตอบโต้อิหร่านที่ยิงโดรนของกองทัพสหรัฐตกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คาดว่าจะหนุนให้มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และยังมีปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อดัชนีมาจากการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่จะมีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้ คาดว่าถ้าออกมาในทิศทางบวก และสามารถตกลงกันได้ จะทำให้ดัชนีปรับขึ้นต่อ และอาจจะขึ้นไปทดสอบกรอบบนที่ระดับ 1,730-1,740 จุดในระยะต่อไป แต่หากยังไม่มีความชัดเจน และมีความยืดเยื้อ ก็อาจจะทำให้มีแรงขายทำกำไรออกมา โดยมองกรอบล่างไว้ที่ระดับ 1,710-1,700 จุด นอกจากนี้ปัจจัยบวกมาจากการส่งสัญญาณใช้มาตรการการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก ประกอบกับคาดว่าจะมีการทำ Window Dressing ในไตรมาส 2/62 ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์

สำหรับภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งอยู่ในกรอบ 1,665.19-1727.83 จุด โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,717.14 จุด (21 มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 18.83 จุด (+1.14%) จากระดับปิดที่ 1,672.33 จุด (14 มิ.ย.) ทั้งนี้สัปดาห์ก่อนดัชนีสามารถกลับมายืนเหนือระดับที่ 1,715 จุดได้ เนื่องจากมีปัจจัยบวกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นสัปดาห์วันจันทร์ดัชนีปรับตัวลง หลังจากที่มีแรงขายทำกำไรออกมา และยังรอดูปัจจัยใหม่เข้ามา ส่วนวันอังคารดัชนีปรับตัวขึ้นหลังจากมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีได้รับรายชื่อ ครม. แล้ว และคาดว่าจะประกาศในเดือนนี้ หรือต้นเดือนหน้า ประกอบกับแรงหนุนจากประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เผยว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นมาตรการที่ยังจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนกลางสัปดาห์วันพุธดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และปิดระดับสูงสุดกว่า 8 เดือน เหนือระดับ 1,700 จุด หลังจากได้รับปัจจัยบวกเรื่อง Fund Flow ที่ไหลเข้ามาจากการเก็งว่าสหรัฐฯ จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน รวมทั้งข่าวเฉพาะตัวของหุ้น AOT ที่ได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับจากคิงเพาเวอร์สูงกว่าคาด สำหรับในช่วงปลายสัปดาห์วันพฤหัสบดีดัชนียังคงปรับตัวขึ้นต่อเป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น ทำห้มีแรงซื้อกลุ่มพลังงานเข้ามา รวมทั้งแรงหนุนจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนมีแนวโน้มคลี่คลายได้ หลังจะมีการพูดคุยกันในการประชุม G20 ส่วนวันศุกร์ดัชนีแกว่งตัวผันผวน เนื่องจากมีแรงทำกำไรออกมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา รวมทั้งได้รับแรงกดดันจากตัวเลขส่งออกที่ออกมาไม่ดี

กลยุทธ์การลงทุน หลังจากที่ได้แนะนำให้ขายหุ้นออกไปก่อนหน้านี้แล้ว และรอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงมา และคาดว่าการเข้าซื้ออีกครั้งน่าจะอยู่ต่ำกว่า 1,700 จุด ซึ่งคาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้เน้นการแกว่งตัวออกด้านข้างเป็นส่วนใหญ่ เพื่อรอดูปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในระหว่างสัปดาห์ และอาจจะมีแรงขายทำกำไรออกมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นมองว่าหากต้องการลดความเสี่ยงในช่วงนี้ถ้าขายหุ้นออกไปแล้ว ให้รอดูความชัดเจนก่อน หลังจากปัจจัยต่าง ๆ มีความชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ยังคงแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐ (WHA, AMATA, ROJNA, STEC, CK) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว (CPALL, BJC, HMPRO, ROBINS, GLOBAL, MINT, CENTEL, CPN, ERW, KTC) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ (SAWAD, MTC) รวมทั้งหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (KKP, TISCO, LH, QH, INTUCH, ADVANC) นอกจากนี้แนะนำให้ซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP) หลังจากที่ระดับราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้น เนื่องจากการคว่ำบาตรจากสหรัฐที่มีต่ออิหร่าน รวมทั้งเก็งกำไรหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ตามคาดการกลั่นที่คาดว่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว (TOP, ESSO, SPRC) และการเข้าซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มเดินเรือ ตามดัชนีค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มปรับขึ้น

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบัน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งจะมีขึ้นนอกรอบการประชุมผู้นำกลุ่ม G20 ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในวันเสาร์ที่ 29 มิ.ย. นี้ รวมทั้งการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 26 มิ.ย. 62 คาดว่าทาง กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม นอกจากนี้ยังต้องติดตามการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในวันที่ 1 ก.ค. 62 ขณะที่ประเทศนอกกลุ่มโอเปก นำโดยรัสเซีย จะเข้าร่วมการประชุมในวันที่ 2 ก.ค. 62 เพื่อหารือการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน โดยคาดว่าที่ประชุมจะสนับสนุนการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตจนถึงสิ้นปีนี้

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ได้แก่

    24 มิ.ย.
  • ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศดือน พ.ค.
  • ดัชนีการผลิตเดือน มิ.ย.

    25 มิ.ย.
  • ราคาบ้านเดือน เม.ย.
  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย.
  • ยอดขายบ้านใหม่เดือน พ.ค.
  • ดัชนีการผลิตเดือน มิ.ย.
    26 มิ.ย.
  • ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน พ.ค.
  • สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือน พ.ค.
  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
    27 มิ.ย.
  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • กำไรภาคธุรกิจไตรมาส 1/2562
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2562
  • ยอดทำสัญญาบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือน พ.ค.
    28 มิ.ย.
  • ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน พ.ค.
  • การใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือน พ.ค.
  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย.