อนาคตโลกการลงทุน 2 – การเปลี่ยนแปลงของการวิเคราะห์เชิงเทคนิค

ในตอนที่ 1 ผมพูดถึงว่าการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะเริ่มยากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจที่เกิดจากการเข้ามาของนวัตกรรม รวมไปถึงการไหลของเงินทุนที่มีผลกับตลาดมากขึ้นกว่าในอดีตมาก

ในตอนนี้ผมจะพูดถึงการลงทุนอีกรูปแบบที่ได้รับความนิยม นั่นก็คือการใช้การวิเคราะห์เชิงเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อคาดการณ์ราคาสินทรัพย์

นักลงทุนที่เชื่อมั่นในการซื้อขายโดยใช้ปัจจัยทางเทคนิค โดยมากจะเชื่อว่า The market discounts everything หรือแปลเป็นไทยก็คือ ทุกปัจจัยที่มีผลต่อราคาสินทรัพย์ จะสะท้อนอยู่ในพฤติกรรมราคาหุ้น (ดังนั้นถ้าหากคุณเข้าใจพฤติกรรมราคา เรื่องอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้นสนใจ)

ความจริงแล้วการซื้อขายด้วยปัจจัยเทคนิคได้ถูกยอมรับกันมาเป็นเวลานานว่า เป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้คุณจับจังหวะและทำกำไรจากตลาดได้จริง เครื่องมือนี้ถูกใช้มานานเป็นเวลาหลายร้อยปี (ญี่ปุ่นเป็นคนคิดค้นกราฟแท่งเทียนตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการซื้อขายข้าว) และถูกพัฒนาต่อเนื่องมาตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา

แต่ประสิทธิภาพของการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิคเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปมากในยุคหลังๆ ถึงขนาดที่เทรดเดอร์ปรมาจารย์หลายคนที่ผมรู้จัก ยังบอกว่า เทรดเทคนิคยุคนี้ “ยากจริงๆ”

สาเหตุที่การซื้อขายโดยใช้ปัจจัยเทคนิคนั้นเปลี่ยนแปลงไป มีสาเหตุมาจากหลายประการครับ ผมจะขอเล่าให้ฟังแบบสรุปในบทความนี้

1. Market Volatility effects Risk Management

นักเทรดสายเทคนิคส่วนมากจะเป็นนักเทรดในรูปแบบ Trend Following (อันที่จริงเครื่องมือทางเทคนิคสามารถนำไปใช้เทรดได้ในหลากหลายรูปแบบนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Mean Reversion หรือ Swing Trade) แต่การเทรดในรูปแบบใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การเทรดบนความผันผวนที่สูง

ผมต้องอธิบายก่อนว่า เครื่องมือทางเทคนิคนั้น ไม่สามารถทำนายอนาคตได้ สิ่งที่เครื่องมือเทคนิคบอกได้เป็นเพียงแค่ “โอกาส” หรือ “ความน่าจะเป็น” ที่หุ้นจะวิ่งไปในทางใดทางหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเราไม่รู้อนาคต แต่รู้แค่แนวโน้ม สิ่งที่เทรดเดอร์จำเป็นจะต้องทำก็คือเรื่องการควบคุมความเสี่ยง

ถ้าหากเลือกผิดทาง จำเป็นจะต้องทำการควบคุมความเสี่ยง เพื่อจำกัดความเสียหาย และความสำเร็จของเทรดเดอร์ก็คือ Expectation Value > 0 หมายความว่า (ไม้เทรดที่ชนะ x เงินเฉลี่ยที่ได้) – (ไม้เทรดที่แพ้ x เงินเฉลี่ยที่เสีย) จะต้องมากกว่า 0 ในระยะยาวจึงจะชนะตลาดได้ (ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เทรดเดอร์แตกต่างจากนักพนันในคาสิโน เพราะนักพนันในคาสิโน Expectation Value จะ < 0 เสมอ นั่นหมายถึงหากพวกเขาเล่นพนันในจำนวนเกมส์ที่มากพอ เขาจะต้องขาดทุนอย่างแน่นอน)

ลองดูในตารางที่ 1 เราจะเห็นได้ว่า แม้ Trend Following จะชนะมากกว่าแพ้ แต่ในกรณีที่สามารถทำกำไรในไม้ที่ชนะได้มากกว่าเงินที่ขาดทุนในไม้ที่แพ้ ในระยะยาวก็จะทำให้ EV มีค่าสูงขึ้น ส่วนสายแทงสวนหรือที่เรียกกันว่า Mean Reversion นั้น โดยมากความแม่นยำจะน้อยกว่าสาย Trend Following นั่นคือผิดมากกว่าถูก แต่โดยมากแล้วเทรดเดอร์สาย Mean Reversion มักจะควบคุมความเสี่ยงมากกว่า คือกำหนด Stop Loss ในจุดที่ต่ำ ทำให้ผลตอบแทนในกรณีที่ชนะสูงกว่ามมาก Reward:Risk บางคนสูงถึง 3-4 เท่าตัว ในระยะยาวก็จะสามารถชนะตลาดได้เช่นกัน (เช่น กลุ่มคนที่เทรดออปชั่นหรือ DW หลายคนเป็นสาย Mean Reversion)

แต่เมื่อตลาดมีความผันผวน ทำให้การควบคุมความเสี่ยงทำได้ยากขึ้น หากเทรดเดอร์กำหนด Stop Loss ในจุดที่ไม่ลึกพอ ความผันผวนจะทำให้ไม้นั้นมีโอกาสขาดทุนจากการโดน Stop Loss ได้ แต่หากเทรดเดอร์กำหนด Stop Loss ที่สูงขึ้นตามความผันผวน จะทำให้การจำกัดความเสียหายทำได้ยาก สิ่งที่เทรดเดอร์จะต้องทำก็คือการลดขนาด Position ของการเทรดลงเพื่อให้เหมาะสมกับ Stop Loss ที่สูงขึ้น

ดูตารางที่ 2 เรากำหนด Stop Loss แตกต่างกัน 5%, 10% และ 15% ตามลำดับ (ซึ่งหลักการคำนวน Stop Loss ก็แตกต่างกันไปตามวิธีการคำนวณความผันผวนของสินทรัพย์ ซึ่งผมขออนุญาตไม่พูดถึงในที่นี้) ดังนั้นหากเราต้องการควบคุมความเสียหายไว้ที่ไม้ละ 10,000 บาท เราก็จำเป็นจะต้องลดขนาด Position ลงจาก 2,000 หุ้น เหลือ 1,000 หุ้น หรือ 666 หุ้น ตามลำดับ

ดังนั้นเมื่อขนาด Position เล็กลง ผลตอบแทนที่ได้จากการชนะก็จะน้อยลงตามขนาด Position ไปด้วย และหากจะคาดหวังผลตอบแทน Reward to Risk ให้สูง ก็จะทำได้ยาก (เพราะ Risk มันเยอะ) พอเราลดขนาด Reward: Risk ลงมา ผลตอบแทนที่ได้ก็จะน้อยลงอย่างมีนัยยะมากๆ ทำให้การเอาชนะตลาดในช่วงที่ผันผวนนี้ทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย (EV อาจจะติดลบ)

2. Market Volatility effect signal quality

ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องมือทางเทคนิคมักจะใช้งานได้ดีในตลาดที่มีความเสถียรและความผันผวนต่ำ ในขณะที่ตลาดผันผวนสูงหรือลักษณะ Sideway นั้น สัญญาณทางเทคนิคหลายอย่างมักจะผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณบอกแนวโน้มอย่างเส้น Moving Average หรือ MACD เพราะสัญญาณเหล่านี้ใช้หลักเกณฑ์ทางสถิติโดยนำพฤติกรรมย้อนหลังมาคำนวนเพื่อดูแนวโน้มอนาคต ดังนั้นเมื่ออนาคตผันผวน ตัวชี้นำทางสถิติเหล่านี้จึงใช้งานไม่ได้

ปัญหาถัดมาของตลาดที่ผันผวนคือ การ Take Profit โดยมากแล้วเทรดเดอร์สายเทคนิคจะมีวิธีการ Take Profit ที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ เช่น การตั้งจุดออกเมื่อราคาถึงเป้า ข้อเสียของการ Take Profit แบบนี้คือ เทรดเดอร์มีโอกาสที่จะขายเร็วเกินไปทั้งๆ ที่ราคาหุ้นยังอยู่ในแนวโน้ม

ส่วนอีกรูปแบบคือการ Take Profit ตามสัญญาณเทคนิค เมื่อมีสัญญาณออก ซึ่งในกรณีนี้เมื่อตลาดผันผวน การออกตามสัญญาณมักจะเป็นจุดที่ตลาดเหวี่ยงกลับด้านรุนแรง มีผลทำให้กำไรหายไปจำนวนมาก ซึ่งมีผลกับ Reward:Risk ลดต่ำลง ทำให้โอกาสที่ EV จะเป็นบวกนั้นยากมากยิ่งขึ้น

แต่ปัจจัยถัดไปน่าจะมีบทบาทมากที่สุดที่จะทำให้เครื่องมือทางเทคนิคอาจจะผิดเพี้ยน หรือไม่ชนะตลาดได้เลยในอนาคต

3. Market Behavior Changes

ประเด็นนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถกเถียงกันมากในหมู่เทรดเดอร์สายเทคนิคในต่างประเทศ (รวมถึงประเทศไทยก็เริ่มมีคนพูดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้นแล้ว) ว่าพฤติกรรมของกราฟในปัจจุบันและอนาคตอาจจะเริ่มเปลี่ยนไปไม่เหมือนในอดีต จากการเข้ามาของ AI

ผมขอท้าวความไปก่อน ว่านักลงทุนสายเทคนิคนั้น จริงๆ คือการทำความเข้าใจจิตวิทยาของตลาดผ่านทางกราฟหุ้นและคณิตศาสตร์ โดยเราเชื่อกันว่า กราฟนั้นจะสะท้อนถึงสภาวะจิตใจของนักลงทุน ยกตัวอย่างเช่นในช่วงวิกฤติหุ้นจะลงแบบทิ้งดิ่ง พร้อมโวลุ่มมหาศาล บ่งบอกถึงความกลัว ส่วนในภาวะตลาดซึม หุ้นจะนิ่งและไม่มีโวลุ่ม บ่งบอกถึงคนไม่สนใจในตลาดหุ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นการนำกราฟหุ้นมาอ่านใจนักลงทุนและ เมื่อเราเข้าใจจิตวิทยาของนักลงทุน เราก็สามารถนำเงินไปวางในตำแหน่งที่เราคิดว่านักลงทุนจะหันมาสนใจหุ้นตัวนั้นๆ ได้

แต่ประเด็นปัญหาในยุคหลังๆ เกิดจากการเข้ามาของหุ่นยนต์เทรดหุ้นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหุ่นยนต์ความเร็วสูง (High Frequency Trade) หรือหุ่นยนต์ประเภทอื่นๆ อย่าง AI หรือ Machine Learning ซึ่งเชื่อกันว่าหุ่นยนต์เหล่านี้สามารถเข้าใจพฤติกรรมของกราฟได้ดีกว่านักลงทุนที่เป็นมนุษย์เป็นอันมาก และสามารถ take action ในรูปแบบที่แปลกประหลาด ต่างไปจากพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีต เช่น เมื่อตลาด crash หุ่นยนต์บางรุ่นอาจจะทำการ Short ตลาดซ้ำ (ซึ่งปัจจัยนี้มีผลทำให้ข้อ 1 และ 2 คือเรื่องของ volatility รุนแรงยิ่งขึ้น)

หรือแม้กระทั่งเมื่อหุ่นยนต์เข้ามามีส่วนร่วมกับการซื้อขายในตลาดมากเข้า พฤติกรรมของกราฟซึ่งเคยสะท้อนจิตวิทยาของมนุษย์ก็จะเริ่มเปลี่ยนไป จาก player ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทุกท่านทราบหรือไม่ครับว่า ในตลาด NYSE มีโวลุ่มที่เกิดจากหุ่นยนต์สูงเกิน 70% ของโวลุ่มทั้งหมดแล้ว และแนวโน้มนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก หาก player ของตลาดเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นหุ่นยนต์ และหากหุ่นยนต์เหล่านั้นมีกลไกความคิดและหลักการลงทุนที่แตกต่างจากมนุษย์นักลงทุน กราฟที่เคยสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ก็จะเริ่มเปลี่ยนไป ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนสายเทคนิคเป็นกังวลกันพอสมควรว่า ความรู้สองร้อยปีที่ผ่านมานั้นอาจจะใช้งานไม่ได้อีกในอนาคตก็เป็นไปได้

สรุป

เช่นเดียวกันกับบทความแรกนะครับ ผมยืนยันว่าในปัจจุบันการลงทุนทางเทคนิคนั้นยังทำได้อยู่ เพียงแต่ว่านักลงทุนที่ประสบการณ์น้อย ไม่สามารถชนะตลาดได้ง่ายแบบในอดีตอีกต่อไปแล้ว ทำให้เหลือเพียงนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือเทคนิค และสามารถดัดแปลง หรือปรับเปลี่ยนเทคนิคตามสภาวการณ์ทางตลาดได้ที่จะอยู่รอดในการลงทุน (ส่วนในอนาคต พฤติกรรมของหุ่นยนต์จะมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกราฟเทคนิคหรือไม่ อันนี้เราต้องติดตามกันต่อไป)

สิ่งที่ผมพยายามสื่อในบทความนี้คือ การอธิบายว่า ความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลกจากหลายๆ ปัจจัย ทำให้เครื่องมือทางเทคนิคเริ่มประสบกับข้อจำกัด ทำให้นักลงทุนต้องบริหารความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมของหุ่นยนต์ซึ่งเป็น player ใหม่ในตลาดอาจจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในเทคนิคการลงทุน

แน่นอนว่าเทรดเดอร์สายเทคนิคน่าจะยังคงอยู่ต่อไป แต่ในอนาคตวิชาเทคนิคจะมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงจากอดีตอีกมาก ผมเชื่อว่ามันจะเป็นโลกแห่งการลงทุนที่ยากลำบากสำหรับเทรดเดอร์มือสมัครเล่นที่ไม่ได้มีทรัพยากรเวลามากเท่ากับเทรดเดอร์มืออาชีพ เราจึงน่าจะหาเทรดเดออร์ที่ประสบความสำเร็จในการเทรดได้น้อยลงไปกว่าในอดีตมากๆ

Disclaimer

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความที่ผมจะพูดต่อไปถึงกองทุนส่วนบุคคล MPFX เป็นการเล่าที่มาว่าทำไมทีม Ava Alpha Lab ถึงวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ Ava Alpha 1 ที่นำมาใช้ในกองทุน MPFX ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดยหุ่นยนต์ Fund manager ร่วมกับมนุษย์ Fund manager ด้วยแนวคิดการลงทุนแบบใหม่ (Method Diversification) ที่ไม่ใช่ Value Investor, ไม่ใช่ Technical Analysis และไม่ใช่ Day Trading HFT ที่จะช่วยเปิดโอกาสการลงทุนในโลกยุคใหม่ที่ยากและซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับนักลงทุน

ดังนั้นในตอนท้ายสุดของซีรี่ย์ ผมจะชวนทุกท่านให้ไปรู้จักกับกองทุน MPFX ว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุนของคุณในอนาคตได้ยังไง แต่ถ้าใครใจร้อนอยากรู้จักก่อนก็คลิกลิงค์นี้ไปได้เลย http://mpfx.fund

วุฒิพงศ์ บุญญนันท์กิจ
Assistant Fund Manager
Merchant Partner Securities