Future of Investment 1

อนาคตโลกการลงทุน 1 การเปลี่ยนแปลงของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

ในช่วงปี 2018 ถึง 2019 ที่ผ่านมา ผมเชื่อเหลือเกินว่า หลายคนรู้สึกว่าโลกการลงทุนเปลี่ยนแปลงไป วิธีการเดิมที่เคยใช้ทำกำไรจากตลาดได้ กลับทำได้ยากขึ้น หรือทำไม่ได้เลย ผมถึงขนาดได้คุยกับนักลงทุนรุ่นพี่หลายๆ ท่านที่ต้องเรียกได้ว่าเป็น “เซียนหุ้นประสบการณ์สูง” แทบทุกคนล้วนบ่นให้ฟังว่า การลงทุนสมัยนี้มัน “ยากมากขึ้น”

ทีนี้ถ้าเราลองมาวิเคราะห์ว่า ทำไมการลงทุนในปัจจุบันถึงยากขึ้น เราก็จะพอมองสาเหตุออกหลายอย่าง ทุกๆ อย่างล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านปัจจัยพื้นฐานของโลกการลงทุน (Fundamental Change of Investment Methodology) ทั้งสิ้น บทความนี้ผมเรียบเรียงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ผมได้คุยกับนักลงทุนระดับประเทศหลายท่าน รวมถึงบางอย่างก็มาจากประสบการณ์ตรงของผมเอง

ตอนที่ 1 นี้ผมจะพูดในเรื่องของ Changes in Value Investor การเปลี่ยนแปลงของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าถูกเรียกได้ว่าเป็นพระเอกในโลกการลงทุนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยมีฮีโร่ของนักลงทุนทั่วโลกอย่างคุณปู่วอเรน บัฟเฟตเป็นต้นแบบ

หัวใจสำคัญของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า คือ ไม่สนใจความผันผวนของราคาหุ้นหรือจิตวิทยาตลาด แต่ไปโฟกัสที่ตัวพื้นฐานธุรกิจ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจจึงเป็นเครื่องมือหลักในการประเมินมูลค่าหุ้น และถ้าหุ้นตัวไหนราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ก็จะเป็นโอกาสที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะเข้าซื้อ และถือไปจนกว่าราคาจะสะท้อนมูลค่า

โดยมากการวิเคราะห์พื้นฐานธุรกิจมักจะมองกันที่องค์ประกอบสองด้าน คือ ข้อมูลในอดีต กับการประเมินอนาคต โดยข้อมูลอดีตเราสามารถศึกษาจากผลประกอบการของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นรายงานประจำปี งบการเงินรายปี หรือรายไตรมาส ส่วนการประเมินอนาคตนั้น มีทั้งเรื่องของวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร, แผนธุรกิจระยะสั้น ระยะยาว, รวมไปถึงภาพเศรษฐศาสตร์มหภาคที่จะเอื้อหรือฉุดธุรกิจ

อ้าว ฟังดูก็ดีนี่นา แล้วโลกของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในปัจจุบัน มันเปลี่ยนไปตรงไหน..? ทำไมมันถึงยากขึ้น..?

สาเหตุสำคัญที่การลงทุนแบบเน้นคุณค่าไม่สามารถทำได้เหมือนในยุคอดีตมาจากหลายเหตุผลครับ

1. Information Inclusion

โลกปัจจุบันเป็นโลกที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน (Information Inclusion) ในอดีตช่วงเวลาที่อินเทอร์เนตยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทกับสังคมการลงทุน “ข้อมูลข่าวสาร” ถือเป็นอาวุธสำคัญของนักลงทุนที่ใช้ในการประเมินมูลค่าธุรกิจ เมื่อคุณรู้ข้อมูลอะไรบางอย่าง มีความเป็นไปได้สูงว่าข้อมูลเหล่านั้นจะยังไม่แพร่กระจายในวงกว้าง

เมื่อเกิดความไม่สมดุลของข้อมูลข่าวสาร (Information Asymmetry) ทำให้นักลงทุนแต่ละคนประเมินมูลค่าหุ้นแต่ละตัวแตกต่างกัน และเป็นโอกาสสำหรับคนที่เข้าถึงข้อมูลที่ “ลึกกว่า” ในการทำกำไรจากการลงทุน

แต่ในปัจจุบันโอกาสเหล่านี้แทบจะหายไปหมดแล้ว (นอกจากการลงทุนแบบ Insider Trading ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายและผิดจรรยาบรรณ) เมื่อโลกอินเทอร์เนตสร้างความเท่าเทียมกันทางข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นการที่คุณจะหาเพชรในตมซักเม็ดในทะเลทรายอันกว้างใหญ่นั้น กลับง่ายเพียงปลายนิ้ว

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ นวัตกรรมหนึ่งของ Ava Advisor คือ การระบุให้ Ava ตรวจติดตามงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน หากมีการเปลี่ยนแปลงของงบการเงินใดที่ผิดปกติ เช่น EPS เติบโตต่อเนื่องแบบผิดปกติ ให้ Ava แจ้งเตือนนักลงทุนทางโทรศัพท์มือถือ

หรือแม้แต่คุณจะสแกนหาหุ้นพื้นฐานดี ได้จากทั่วโลกภายในหนึ่งนาทีด้วยแพลตฟอร์ม Avantis Global ที่จะเปิดตัวให้บริการในปี 2019 นี้

แม้กระทั่งการสื่อสารทางโซเชียล นักวิเคราะห์เก่งเผยแพร่บทวิเคราะห์เศรษฐกิจภายในเสี้ยววินาทีให้คนทั้งโลกรับรู้ได้แทบจะพร้อมกัน โอกาสทางการลงทุนจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารแบบในอดีตได้หายไปแล้ว

2. Technology Disruption

ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของธุรกิจจากการเข้ามาของนวัตกรรม เรื่อง disruption กลายเป็นเรื่องยอดฮิต talk of the town ของปี 2018

ธุรกิจในหลายๆ อุตสาหกรรมกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่จากการเข้ามาของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Fintech ที่ท้าทายแวดวงการเงินและธนาคาร, Digital Media และ Social Network ที่ทำให้ธุรกิจการพิมพ์แทบจะหมดอนาคต, รถยนต์ไฟฟ้ารวมถึงรถยนต์อัตโนมัติที่จะเปลี่ยนแปลงวงการยานยนต์รวมไปถึงธุรกิจประกันภัยรถยนต์แบบหน้ามือเป็นหลังมือ, ไปไกลยิ่งกว่านั้นคือ Biotech ที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ healthcare, กฎหมายกัญชาที่จะมาท้าชนกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่, แอพพลิเคชั่น sharing economy อย่าง Uber หรือ Grab ที่ทำให้วงการแท็กซี่ปั่นป่วนทั่วโลก แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร กับการเข้ามาของระบบ 5G ที่จะสั่นสะเทือนสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัย

เมื่อโลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและรุนแรง การประเมินมูลค่าธุรกิจจากข้อมูลงบการเงินในอดีต จึงไม่เพียงพออีกแล้ว เพราะเราแทบจะมองไม่ออกเลยว่า ธุรกิจจะดำเนินต่อไปอย่างไรในอนาคต ธุรกิจที่เคยกำไรดีอย่างต่อเนื่องอย่างธุรกิจหลักทรัพย์ พอเจอการเข้ามาของ Fintech และ AI กลับทำให้ในช่วง 2-3 ปีนี้ยอดรายได้ของธุรกิจหลักทรัพย์จำนวนมากตกต่ำอย่างน่าใจหาย

คำถามคือ เมื่อเรามองอนาคตได้อย่างคลุมเครือ บางธุรกิจที่เคยดีอาจจะโดน disruption ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แล้วเราจะประเมินมูลค่าธุรกิจจากข้อมูลอดีตอย่างงบการเงินได้อย่างไร เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบริษัทที่เคยเติบโตต่อเนื่อง จะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง และเราจะค้นพบโอกาสได้อย่างไร ว่าบริษัทที่เคยย่ำแย่อาจจะปรับตัวและพลิกกลับมาทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมบนโลก (แน่นอนว่าการลงทุนนวัตกรรมนั้นก็ตามมาด้วยความเสี่ยงถึงระดับที่ว่าโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจนวัตกรรมนั้นอยู่ที่ต่ำกว่า 10% เลยทีเดียว)

คุณแน่ใจหรือว่าการวิเคราะห์งบการเงินซึ่งเป็นเพียงข้อมูลในอดีตอย่างทะลุปรุโปร่ง จะทำให้คุณเข้าใจธุรกิจในอนาคตได้..?

ผมมีตัวอย่างคลาสสิกที่มักจะพูดถึงเสมอๆ เมื่อผมเล่าเรื่อง disruption

ในศตวรรษที่ 18 ก่อนการค้นพบน้ำมัน แหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ในยุคนั้นคือไขปลาวาฬ ธุรกิจล่าปลาวาฬเพื่อเอาไขปลาวาฬจึงกลายเป็นธุรกิจยอดฮิตที่สร้างรายได้จำนวนมากให้นักล่าปลาวาฬ (ลองดูเรื่อง in the heart of the sea ได้ครับ สนุกมาก)

แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีเมื่อน้ำมันถูกค้นพบ ต้นทุนการหาน้ำมันนั้นต่ำกว่าต้นทุนการล่าปลาวาฬมาก ทำให้ธุรกิจล่าปลาวาฬขาดทุนและล้มเลิกกันเป็นจำนวนมาก

แน่นอนว่าในปัจจุบัน ไขปลาวาฬก็ยังมีประโยชน์ในหลายๆ อุตสาหกรรม เช่น ยาขัดรองเท้า หรือใช้เคลือบสายไวโอลิน แต่ปริมาณความต้องการลดลงอย่างรุนแรงหลังมีสินค้าทดแทน

ก่อนหน้านั้นไม่มีนักล่าปลาวาฬคนไหนจะคิดหรอกครับว่ายุคของพวกเข้าสิ้นสุดลงแล้ว กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อน้ำมันมาทดแทนไขปลาวาฬได้อย่างสมบูรณ์ ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันจึงกลายมาเป็นธุรกิจทดแทนที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ (และก็กำลังจะเจอกันสินค้าทดแทนตัวใหม่ที่จะมาทำให้น้ำมันอาจจะกลายเป็นสินค้าที่ไม่มีใครต้องการในอนาคตอันใกล้)

ในศตวรรษที่ 18 นักล่าปลาวาฬมองไม่เห็นภาพ ว่าธุรกิจขุดเจาะน้ำมันมันเป็นยังไง และจะมาทำให้ธุรกิจของเขาถึงจุดจบได้อย่างไร

เช่นเดียวกับทุกวันนี้พวกเราก็ยังมองไม่ออกว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีนวัตกรรมรูปแบบไหนมาทำให้ธุรกิจที่เราเคยเชื่อมั่นถึงจุดจบได้เหมือนอย่างนักล่าปลาวาฬในศตวรรษที่ 18

แน่นอนครับว่า นักลงทุนเก่งๆ ในโลกนี้จะยังคงมองเห็นโอกาสในการลงทุนแบบระยะยาวอยู่เสมอ แต่เราต้องยอมรับว่า การมองอนาคตให้ชัด เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากในทุกวันนี้ จึงเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับนักลงทุนสมัครเล่นที่จะพยายามทำกำไรจากการเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า

3. Capital Flow

กระแสเงินทุน (Fund Flow หรือ Capital Flow) ทำให้เกิดความผิดปกติของราคาหุ้นและความผันผวนที่มากกว่าในอดีต

เรื่องกระแสเงินทุนเป็นเรื่องที่กระทบกับตลาดทุนมาตั้งแต่ยุควิกฤติ Subprime ที่มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลานั้นตลาดหุ้นกลับเป็นขาขึ้น หลังปี 2008 ที่ธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้วยการ QE (Quantitative Easing) หรือที่ใครหลายๆ คนเรียกกันว่า การพิมพ์เงินนั่นเอง

ในช่วงหลังปี 2008 เงินจำนวนมากถูกอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจ และส่วนใหญ่ก็ไหลไปในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น (ไม่ลงไปที่ real sector ตามวัตถุประสงค์หลักของ QE) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกได้อานิสงค์ไปในด้วย เมื่อกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น ทำให้หุ้นขึ้นแบบไร้ปัจจัยพื้นฐาน (ในปี 2009 P/E ของ SET วิ่งขึ้นไปถึง 26 เท่า ทั้งๆ ที่ EPS ของ SET ต่ำมากเป็นประวัติการณ์จากผลกระทบของ Subprime)

หนักไปกว่านั้น เมื่อกระแสเงินทุนไหลเข้าได้ ก็ย่อมไหลออกได้ ในช่วงปี 2018 ที่สหรัฐอเมริกาเริ่มกระบวนการ QE Tapering หรือการลดงบดุลของ FED คือดึงเงินออกจากระบบและขึ้นดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ ช่วงเวลานั้น เงินทุนจำนวนมากจึงไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วโลกกลับเข้าสู่ตลาดพันธบัตรสหรัฐ เป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดมีความผันผวน โดยเฉพาะตลาด SET ติดลบกว่า 10% ทั้งๆ ที่ปี 2018 เป็นปีที่ EPS ของ SET เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ PE ของ SET ลดต่ำลงอย่างมีนัยยะสำคัญ (ซึ่งในแง่นี้อาจเป็นข้อดีที่ทำให้หุ้นราคาถูกกว่าที่ควรจะเป็น)

สรุป

ปิดท้ายกันตรงนี้ ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ได้โจมตีว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะหมดความสำคัญลงนะครับ หลักการหลักๆ ของการลงทุนแบบเน้นคุณค่ายังคงใช้ได้เสมอ แต่ความยากของการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นไม่ได้อยู่ที่แนวคิด แต่อยู่ที่การปฏิบัติตามหลักการนั้นๆ ต่างหากที่มันยากขึ้นแบบทวีคูณ

สิ่งที่ผมพยายามสื่อในบทความนี้คือ การอธิบายว่า โลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าออกตลาดทุนทั่วโลกนั้นจะทำให้เราประเมินมูลค่าหุ้นได้ยากกว่าในอดีต ปู่บัฟเฟตเคยบอกว่าเค้าชอบลงทุนในธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาอะไรมาก และมั่นใจได้ว่าสินค้าเดิมจะขายต่อไปได้อีกนับสิบปี แต่ในยุคนี้เราหาธุรกิจแบบนั้นได้ยากลำบากเต็มที การลงทุนนวัตกรรมกลายเป็นความจำเป็นของธุรกิจ และมันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงมหาศาล และการคาดการณ์อนาคตที่ยากลำบาก

แน่นอนว่านักลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะยังคงอยู่ต่อไป แต่ผมเชื่อว่ามันจะเป็นโลกแห่งการลงทุนที่ยากลำบากสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีทรัพยากรเวลามากเท่ากับนักลงทุนมืออาชีพ เราจึงน่าจะหานักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนแบบเน้นคุณค่าได้น้อยลงไปกว่าในอดีตมากๆ

หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า สิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจข้อใหม่ที่คุณจะต้องพัฒนา คือการมองอนาคตให้ชัดเจน (ในอดีตเรื่องนี้ก็สำคัญ แต่ปัจจุบันมันทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีก) ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุด ในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง

Disclaimer

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความที่ผมจะพูดต่อไปถึงกองทุนส่วนบุคคล MPFX เป็นการเล่าที่มาว่าทำไมทีม Ava Alpha Lab ถึงวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ Ava Alpha 1 ที่นำมาใช้ในกองทุน MPFX ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดยหุ่นยนต์ Fund manager ร่วมกับมนุษย์ Fund manager ด้วยแนวคิดการลงทุนแบบใหม่ (Method Diversification) ที่ไม่ใช่ Value Investor, ไม่ใช่ Technical Analysis และไม่ใช่ Day Trading HFT ที่จะช่วยเปิดโอกาสการลงทุนในโลกยุคใหม่ที่ยากและซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับนักลงทุน

ดังนั้นในตอนท้ายสุดของซีรี่ย์ ผมจะชวนทุกท่านให้ไปรู้จักกับกองทุน MPFX ว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุนของคุณ๊ในอนาคตได้ยังไง แต่ถ้าใครใจร้อนอยากรู้จักก่อนก็คลิกลิงค์นี้ไปได้เลย http://mpfx.fund

เขียนโดย คุณ นิรันดร์ ประวิทย์ธนา
ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ AVA