คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้ (17-21 มิ.ย. 62) มองว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,650-1,690 จุด เป็นการแกว่งตัวออกด้านข้างมากกว่าการปรับขึ้นต่อ และอาจจะมีการปรับฐานเกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ หลังจากที่สัปดาห์ก่อนหน้ามีการปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,670 จุดได้ และมองว่าในสัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่มีแรงขายทำกำไรออกมา โดยดัชนียังคงได้รับปัจจัยกดดันในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงอินเดียหลังจากที่รัฐบาลอินเดียประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐจำนวน 28 รายการ เพื่อตอบโต้รัฐบาลสหรัฐที่ยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ในขณะที่ปัจจัยติดตามยังคงรอเกี่ยวกับการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีการประชุมในวันที่ 18-19 มิ.ย. นี้ เพื่อดูว่าจะมีการส่งสัญญาณเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างไร ทั้งนี้มองว่าในการประชุมครั้งนี้เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม และมีโอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 62 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามในเรื่องของข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งคาดว่าหลังการประชุม G20 ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 28-29 มิ.ย. นี้ จะมีการหารือนอกรอบระหว่างผู้นำของจีนและสหรัฐ ซึ่งคาดว่าทั้งสองประเทศยังไม่สามารถหาข้อยุติข้อพิพาททางการค้า และมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อต่อไปอีก รวมทั้งความคืบหน้าของการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้มีการคาดหวังต่อการบริโภคภายในประเทศที่จะดีขึ้น ส่วนทางด้านราคาน้ำมันยังคงแกว่งตัวผันผวนตามเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และรอการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในช่วงต้นเดือน ก.ค. นี้ ส่วนปัจจัยในประเทศยังดูการประชุมของทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 19 มิ.ย. คาดว่า กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม

สำหรับภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งอยู่ในกรอบ 1,661.37-1,675.90 จุด โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,672.33 จุด (14 มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 18.83 จุด (+1.14%) จากระดับปิดที่ 1,653.50 จุด (7 มิ.ย.) ทั้งนี้สัปดาห์ก่อนในสัปดาห์ก่อนสามารถกลับมายืนเหนือระดับที่ 1,670 จุดได้อีกครั้ง เนื่องจากมีปัจจัยบวกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นสัปดาห์วันจันทร์ดัชนีปรับตัวขึ้น เนื่องจากปัจจัยหนุนรื่องธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด รวมทั้งราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้น ส่วนวันอังคารดัชนียังคงปรับตัวต่อเนื่อง หลังจากที่ได้รับปัจจัยบวกในเรื่องการเมืองที่มีภาพที่ดีขึ้น และคาดว่าจะตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือน มิ.ย นี้ และปัจจัยต่างประเทศยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม สำหรับกลางสัปดาห์ดัชนีทรงตัว เนื่องจากตลาดมีการรับรู้ปัจจัยบวกต่าง ๆ ไปพอสมควรแล้ว ส่วนปลายสัปดาห์ในวันพฤหัสบดีดัชนีแกว่งทางบวกอีกครั้ง หลังจากที่มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานเข้ามาหนุน เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือบรรทุกน้ำมันในน่านน้ำอ่าวโอมาน และวันศุกร์ดัชนีปิดลบเล็กน้อย หลังจากที่มีแรงขายออกมา ประกอบกับยังมีปัจจัยใหม่ นอกจากนี้ตลาดยังรอดูปัจจัยต่าง ๆ ทั้งการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การประชุมของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และการตั้งทีมคณะรัฐมนตรีใหม่ พร้อมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่

กลยุทธ์การลงทุน หลังจากที่ได้แนะนำให้ขายหุ้นออกไปก่อนหน้านี้แล้ว และรอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงมา และคาดว่าการเข้าซื้ออีกครั้งน่าจะอยู่ในกรอบล่าง 1,660-1,650 จุด ซึ่งคาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้ดัชนีน่าจะยังมีการแกว่งตัวออกด้านข้าง เพื่อรอดูปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในระหว่างสัปดาห์ และอาจจะมีแรงขายทำกำไรออกมาด้วยเช่นกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดัชนีสามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,670 จุดได้ ดังนั้นมองว่าหากต้องการลดความเสี่ยงในช่วงนี้ถ้าขายหุ้นออกไปแล้ว ให้รอดูความชัดเจนก่อน หลังจากปัจจัยต่าง ๆ มีความชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ยังคงแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐ (WHA, AMATA, ROJNA, STEC, CK) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว (CPALL, BJC, HMPRO, ROBINS, GLOBAL, MINT, CENTEL, CPN, ERW, KTC) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ (SAWAD, MTC) รวมทั้งหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (KKP, TISCO, LH, QH, INTUCH, ADVANC) นอกจากนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มพลังงานไปก่อน รวมทั้งหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับลง แต่อย่างไรก็ตามหากรับความเสี่ยงได้ มองว่าการปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงานมีความน่าสนใจในการเข้าซื้อเก็งกำไรเท่านั้น เพื่อรอขายเมื่อราคาดีดกลับขึ้นไปอีกรอบ เนื่องจากความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบัน ทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มทางลง สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงยืดเยื้อ และทิศทางการเมืองในประเทศเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่จะมีพร้อมกับรัฐบาลชุดใหม่ รวมทั้งการประชุมของทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ได้แก่

    17 มิ.ย.
  • ดัชนีภาคการผลิตเดือน มิ.ย.
  • ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน มิ.ย.

    18 มิ.ย.
  • ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือน พ.ค.
    19 มิ.ย.
  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
  • คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย
    20 มิ.ย.
  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 1/2562
  • ดัชนีการผลิตเดือน มิ.ย.
  • ดัชนีชีนำเศรษฐกิจเดือน พ.ค.
    21 มิ.ย.
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน มิ.ย.
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือน มิ.ย.
  • ยอดขายบ้านมือสองเดือน พ.ค.