คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้ (10-14 มิ.ย. 62) มองว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,630-1,680 จุด เป็นการแกว่งตัวขึ้นต่อจากปลายสัปดาห์ก่อน เนื่องจากมีปัจจัยบวกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และข้อพิพาททางการค้าของสหรัฐกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ เม็กซิโก ที่คาดว่าจะตกลงกันได้ ส่วนจีนยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม โดยให้รอดูการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 28-29 มิ.ย. 62 ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศจะพบปะกันนอกรอบการประชุมดังกล่าว หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาการค้าทางสหรัฐพร้อมที่จะออกมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีกอย่างน้อย 3 แสนล้านดอลลาร์ ประกอบกับปัจจัยในประเทศทางด้านการเมืองมีความคืบหน้าและชัดเจนมากขึ้น โดยให้รอดูการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่จะออกมา ในขณะที่ต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรในระหว่างสัปดาห์ของนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบัน เนื่องจากมีการเข้าซื้อมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งอยู่ในกรอบ 1,622.99-1,658.93 จุด โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,653.50 จุด (31 พ.ค.) เพิ่มขึ้น 33.28 จุด (+2.05%) จากระดับปิดที่ 1,620.22 จุด (31 พ.ค.) ทั้งนี้สัปดาห์ก่อนในสัปดาห์ก่อนสามารถกลับมายืนเหนือระดับที่ 1,650 จุดได้อีกครั้ง เนื่องจากมีปัจจัยบวกหนุนตลอดทั้งสัปดาห์ โดยในช่วงต้นสัปดาห์วันอังคารดัชนีปรับตัวขึ้นต่อจากปลายสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากปัจจัยหนุนทางด้านการเมืองในประเทศ ที่จะมีการประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รวมทั้งแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ส่วนช่วงกลางสัปดาห์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ โดยได้รับแรงหนุนจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ย และรอดูผลการเลือกนายกรัฐมนตรี สำหรับปลายสัปดาห์วันพฤหัสดัชนีแกว่งตัวออกด้านข้าง หลังจากปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง แต่ยังสามารถปิดบวกได้ ซึ่งดัชนีตอบรับการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการเมืองที่มีความชัดเจนไปพอสมควรแล้ว ส่วนปลายสัปดาห์วันศุกร์ ดัชนีแกว่งทางขึ้นต่อเนื่อง มีมูลค่าการซื้อขายเบาบาง เนื่องจากมีแรงขายทำกำไรออกมาในระหว่างวัน หลังจากที่ตลาดมีการตอบรับปัจจัยบวกไปมากพอสมควรแล้ว ทั้งในเรื่องของประเด็นการเมืองในประเทศ และการที่เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย รวมทั้งตลาดกำลังรอดูการจัดตั้งรัฐบาลที่น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง รับปัจจัยบวกทั้งเรื่องของการปรับพอร์ต MSCI รวมทั้งเฟดส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ย และการเมืองในประเทศหลังจากที่ได้นายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้จะได้เห็นทีมรัฐบาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จากรัฐบาลชุดใหม่ ในช่วงสัปดาห์นี้แนะนำให้ทยอยขายออกไปก่อนหรือปรับพอร์ตการลงทุน เนื่องจากมองว่าดัชนีมีการปรับขึ้นมาพอสมควรแล้ว หากมีการขายไปแล้วให้รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาจะดีกว่าการไล่ราคา ประกอบกับมองว่าแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนสถาบันที่จะเข้าหนุนดัชนีในช่วงที่ผ่านมา อาจจะมีแรงขายทำกำไรเกิดขึ้นได้ในระหว่างสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ยังคงแนะนำหุ้นที่ได้รับประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐ (WHA, AMATA, STEC, CK) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว (CPALL, BJC, HMPRO, ROBINS, GLOBAL, MINT, CENTEL, CPN, ERW, KTC) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ (SAWAD, MTC) หุ้นกลุ่มถ่านหิน (BANPU) หุ้นอาหารและเครื่องดื่ม (CPF, OSP) หุ้นกลุ่มสื่อสาร (ADVANC, INTUCH) รวมทั้งหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (KKP, TISCO, LH, QH, INTUCH, ADVANC) นอกจากนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มพลังงานไปก่อน รวมทั้งหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับลง แต่อย่างไรก็ตามหากรับความเสี่ยงได้ มองว่าการปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงานมีความน่าสนใจในการเข้าซื้อเก็งกำไรเท่านั้น เพื่อรอขายเมื่อราคาดีดกลับขึ้นไปอีกรอบ

ปัจจัยที่ต้องติดตามยังคงเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่ส่งผลต่อดัชนี ได้แก่ ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบัน ทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มทางลง สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงยืดเยื้อ และทิศทางการเมืองในประเทศเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่จะมีพร้อมกับรัฐบาลชุดใหม่

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ได้แก่

    10 มิ.ย.
  • ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน

    11 มิ.ย.
  • ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน พ.ค.
    12 มิ.ย.
  • อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค.
  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
    13 มิ.ย.
  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือน พ.ค.
    14 มิ.ย.
  • ยอดค้าปลีกเดือน พ.ค.
  • การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน พ.ค.
  • สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือน เม.ย.
  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน มิ.ย.