คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้ (4-7 มิ.ย. 62) มองว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,650 จุด เป็นการแกว่งขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่อาจจะมีแรงขายทำกำไรในระหว่างสัปดาห์เกิดขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากดัชนีนี้ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา โดยในสัปดาห์นี้คาดว่าดัชนีน่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ก่อน หลังจากที่สัปดาห์ก่อนหน้ามีการปรับตัวลงไปแรงในระหว่างสัปดาห์ และสามารถรีบาวด์กลับขึ้นมาได้ ซึ่งการปรับตัวขึ้นของดัชนีในสัปดาห์นี้จะยังมีกรอบบนที่จำกัดเพียง 1,640-1,650 จุด เนื่องจากปัจจัยต่างประเทศทางด้านสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงสร้างความกังวลอยู่ หลังจากที่สหรัฐและจีนยังคงยืดเยื้อในการเจรจาและยังมีการตอบโต้กันอยู่ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมา ยังคงกดดันหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ส่วนสัปดาห์นี้ปัจจัยการเมืองในประเทศติดตามรัฐสภาจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี และจะมีการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป สำหรับการเข้าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนี สอดคล้องกับทิศทางของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง และคาดว่า Fund Flow ไหลเข้ามา

สำหรับภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งอยู่ในกรอบ 1,612.17-1,632.47 จุด โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,620.22 จุด (31 พ.ค.) เพิ่มขึ้น 6.10 จุด (+0.38%) จากระดับปิดที่ 1,614.12 จุด (24 พ.ค.) ทั้งนี้สัปดาห์ก่อนในสัปดาห์ก่อนสามารถกลับมายืนเหนือระดับที่ 1,620 จุดได้อีกครั้ง โดยในช่วงต้นสัปดาห์วันจันทร์ดัชนีปรับตัวขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่มีการรีบาวด์เกิดขึ้นจากแรงซื้อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากคาดวังจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากมีรัฐบาลใหม่ แต่อย่างไรก็ตามมีประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงมีความยืดเยื้อ ส่วนวันอังคารดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่มีความคาดหวังเชิงบวกในเรื่องประเด็นสงครามการค้า รวมทั้งได้แรงหนุนจาก MSCI ที่ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทำให้วอลุ่มการซื้อขายโดยรวมมากกว่า 2 แสนล้านบาทมากสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับกลางสัปดาห์ดัชนีปรับตัวลง เนื่องจากความกังวลสงครามการค้าหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ส่งสัญญาณไม่พร้อมทำข้อตกลงการค้ากับจีน และอาจปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนด้วย ในขณะที่การเมืองยังรอการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งยังไม่มีความชัดเจน ส่วนปลายสัปดาห์วันพฤหัสดัชนีปรับขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ยังไม่มีปัจจัยหนุนเข้ามา แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามเรื่องสงครามการค้าสหรัฐและจีน และปัจจัยในประเทศเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล สำหรับวันศุกร์ดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบ และปรับตัวลง หลังจากที่ยังมีปัจจัยเดิม ๆ ที่กดดัน ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ซื้อกลับเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงมาในแนวระดับ 1,610-1,600 จุด หลังจากที่แนะนำให้แบ่งขายทำกำไรไปบ้างบางส่วนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมองว่าดัชนีสามารถกลับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,640-1,650 จุดได้อีกครั้งจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนสถาบันที่จะเข้าหนุนดัชนี แต่ในระหว่างทางปรับขึ้นนั้นอาจจะเผชิญกับแรงขายทำกำไรที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากยังมีปัจจัยที่กดดันดัชนีมาจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยในประเทศ ทั้งนี้แนะนำให้อ่อนตัวลงมาซื้อ และไม่เน้นการไล่ระดับราคา เนื่องจากดัชนีมีการปรับตัวขึ้นมาจากระดับ 1,600 จุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยยังคงแนะนำหุ้นที่ได้รับประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐ (WHA, AMATA, STEC, CK) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว (CPALL, BJC, HMPRO, ROBINS, GLOBAL, MINT, CENTEL, CPN, ERW, KTC) หุ้นกลุ่มถ่านหิน (BANPU) หุ้นอาหารและเครื่องดื่ม (OSP) รวมทั้งหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (KKP, TISCO, LH, QH, INTUCH, ADVANC) นอกจากนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มพลังงานไปก่อน รวมทั้งหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับลง แต่อย่างไรก็ตามหากรับความเสี่ยงได้ มองว่าการปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงานมีความน่าสนใจในการเข้าซื้อเก็งกำไรเท่านั้น เพื่อรอขายเมื่อราคาดีดกลับขึ้นไปอีกรอบ

ปัจจัยที่ต้องติดตามยังคงเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่ส่งผลต่อดัชนี ได้แก่ ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบัน ทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มทางลง สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงยืดเยื้อ และทิศทางการเมืองในประเทศเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งการเลือกนายกรัฐมนตรี

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ได้แก่

    3 มิ.ย.
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือน พ.ค.
  • ดัชนีภาคการผลิต เดือน พ.ค.

    4 มิ.ย.
  • ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน เม.ย.
    5 มิ.ย.
  • ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน พ.ค.
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือน พ.ค.
  • ดัชนีภาคบริการเดือน พ.ค.
  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
  • รายงานสรุปภาวะเศรษฐฏิจ หรือ Beige book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
    6 มิ.ย.
  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน เม.ย.
    7 มิ.ย.
  • ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน พ.ค.
  • สต็อกสินค้คงคลังภาคค้าส่งเดือน เม.ย.