Business cycle เรื่องจำเป็นที่ต้องเข้าใจก่อนการลงทุน

วัฎจักรธุรกิจ (Business Cycle) เป็นสิ่งบ่งบอกลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจประกอบไปด้วย 4 ช่วง(Phase) นั้นคือ จุดต่ำสุด(Trough), ช่วงการขยายตัว(Expansion), จุดสูงสุด(Peak) และช่วงหดตัว (Contraction)

ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะลดลง เรียกว่าช่วงหดตัว หรือถดถอย(Recession) หากเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงก็จะกลายเป็น Depression จนมาถึงจุดต่ำสุดหรือ Trough ในวัฎจักรธุรกิจนี้ จะเห็นนักลงทุนกระจายพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ไปลงทุนในธนบัตรรัฐบาล หรือถ้าลงทุนในหุ้นก็จะเลือกไปในกลุ่มที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ต่อเนื่องอย่าง กลุ่มโรงไฟฟ้า-ประปา หรือผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องซื้อเป็นประจำ (Staple good)

เมื่อผ่านจุดต่ำสุด ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยน (Turning point) เพื่อเข้าสู่ช่วงการขยายตัวเริ่มต้น เรามักจะเห็นว่าภาคธุรกิจต้องการที่จะใช้แรงงานที่มีอยู่แต่เดิมให้เต็มกำลังการผลิตก่อน และจะเริ่มจ้างแรงงานเพิ่มเมื่อมั่นใจแล้วว่าเศรษฐกิจมีทิศทางเติบโตขึ้นจริงๆ ส่วนหนึ่งจะเห็นได้จาก GDP growth rate มีอัตราที่เพิ่มขึ้นและเป็นบวก https://tradingeconomics.com/thailand/gdp-growth นอกจากนั้นจะเห็นสัญญาณของธนาคารกลางมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั้งเมื่อตลาดคาดว่าใกล้จะสิ้นสุดของช่วงเศรษฐกิจถดถอยและจะเคลื่อนตัวเข้าสู่การขยายตัว จะเห็นว่านักลงทุนกลับมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น หากเป็นหุ้นจะเห็นการเติบโตของหุ้นกลุ่มวัฎจักร (Cyclical) โดยเฉพาะในกลุ่มที่จำหน่ายหรือผลิตสินค้าที่ต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ (Discretionary Goods) เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน เป็นต้น

เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวมาระยะหนึ่ง เรามักจะเห็นสัญญาณของภาคธุรกิจที่ต้องการแรงงานที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากมั่นใจว่าจะเห็นการเติบโตของธุรกิจระยะยาว แต่จะประสบปัญหาในการได้มาวึ่งแรงงานเหล่านั้น จนกระทั้งต้องมีการปรับเพิ่มค่าจ้างเพื่อดึงดูดแรงงานเหล่านั้นให้เข้ามา ดังนั้นจะเห็นภาพกำไรของกิจการลดลงในระยะสั้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการจ้างงาน ประกอบกับเห็นการก่อตัวของการกู้ยืมเงิน ทั้งจากธนาคารหรือออกหุ้นกู้ เพื่อขยายกำลังการผลิต

อีกทั้งจะเห็นข่าวว่า แบงค์ชาติ ออกมาแสดงความกังวลต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น จากค่าจ้างแรงงาน และราคาปัจจัยการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจเติบโตมากจนเกินไปและผ่านจุด Peak แล้ว หากอยู่ในสภาพที่อ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก เมื่อเกิด Shock หรือการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างกะทันหัน เช่นการเปลี่ยนแปลงในราคาพลังงาน หรือจะเป็นวิกฤตของสินเชื่อ ก็พบการชะลอลงของเศรษฐกิจ อัตราการว่างที่เพิ่มสูงขึ้น การเติบโตของ GDP growth ที่ลดลงจนนำไปสุ่การหดตัวของเศรษฐกิจในที่สุด

ท้ายที่สุดนักลงทุนที่ควรจัดประเภทหุ้นตามอัตราการเติบโตและวัฎจักรธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีอัตราการเติบโตอยู่ในช่วงเริ่มมีเสถียรภาพและเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจ หรือเน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อรับผลประโยชน์จากหุ้นในระยะต่างๆ ของวัฎจักรธุรกิจได้นั้นเอง

ผู้เขียน #Merchant Team