คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้ (27-31 พ.ค. 62) มองว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,640 จุด เป็นการแกว่งขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่อาจจะมีแรงขายทำกำไรในระหว่างสัปดาห์เกิดขึ้นได้ เนื่องจากดัชนีมีการปรับตัวขึ้นมาก่อนนี้ โดยในสัปดาห์นี้คาดว่าดัชนีจะได้แรงหนุนการปรับพอร์ตการลงทุนของ MSCI ที่จะนำ NVDR เข้ามาคำนวณด้วยในวันที่ 28 พ.ค. นี้ รวมทั้งความชัดเจนอย่างต่อเนื่องในเรื่องการเมือง หลังจากที่มีการเลือกประธานรัฐสภาไปแล้ว และรอดูการจัดตั้งรัฐบาลที่คาดว่าจะเกิดในไม่ช้านี้ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่จะออกมาจากรัฐบาลชุดใหม่ ในขณะที่ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังคงมีการซื้อและขายสลับกัน คาดว่าเป็นการปรับพอร์ตในระยะสั้นมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามมองว่าแนวโน้มของการเข้าลงทุนของนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันจะกลับเข้ามาหนุนดัชนีอีกครั้งในช่วงปลายเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือน มิ.ย. นี้ หากยังไม่มีประเด็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามประเด็นจากสงครามการค้าที่มีความยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2561 อาจจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และอาจจะส่งผลต่อทางด้านความต้องการใช้น้ำมัน

สำหรับภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งอยู่ในกรอบ 1,599.10-1,628.06 จุด โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,614.12 จุด (24 พ.ค.) เพิ่มขึ้น 6.01 จุด (+0.37%) จากระดับปิดที่ 1,608.11 จุด (17 พ.ค.) ทั้งนี้สัปดาห์ก่อนในช่วงต้นสัปดาห์ดัชนีปรับตัวขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์ก่อนหน้าปรับตัวลงมาต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งแบน “หัวเว่ย” ชั่วคราว 90 วัน ทำให้ตลาดคลายความกังวล ในขณะที่ยังติดตามเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล และใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนกลางสัปดาห์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากต้นสัปดาห์ เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกในเรื่องของการปรับพอร์ตของ MSCI ที่จะมีผลในช่วงปลายเดือน โดยจะมีการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทย และมีหุ้นที่เข้า-ออก ซึ่งหนุนให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามา สำหรับปลายสัปดาห์วันพฤหัสบดีดัชนีปรับตัวลงเผชิญกับแรงขายต่อเนื่อง ตามตลาดหุ้นจีนมีการปรับตัวลงมาก โดยได้รับปัจจัยกดดันจากการค้าโลกที่มีความผันผวน หลังจากที่สหรัฐฯ จะขึ้นบัญชีดำบริษัทของจีนรายอื่นอีก ส่งผลให้จีนหันมาทบทวนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยกดดันในเรื่องการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจน ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา ส่วนวันศุกร์ดัชนีมีการปรับตัวขึ้น หลังจากที่เกิดเทคนิคเคิลรีบาวด์ เนื่องจากความคาดหวังว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากมีรัฐบาลใหม่ รวมทั้งแรงซื้อจากการเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยของ MSCI ที่จะมีผลในวันที่ 28 พ.ค. นี้

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้แบ่งขายทำกำไรไปบ้างบางส่วน เนื่องจากมองว่าดัชนีมีการปรับตัวขึ้นมาจากระดับ 1,600 จุดในสัปดาห์ที่แล้ว และคาดว่าจะสามารถขึ้นไปทดสอบระดับ 1,640 จุดได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ในระหว่างการปรับตัวขึ้นจะเผชิญกับแรงขายทำกำไรออกมาเป็นระยะ ๆ สำหรับผู้ที่ขายหุ้นออกไปแล้วบางส่วน ให้รอซื้อเมื่อดัชนีมีการอ่อนตัวลงมา โดยมองกรอบการเข้าซื้อใหม่ไว้ที่ระดับ 1,610-1,600 จุด สำหรับหุ้นที่ยังคงแนะนำให้ซื้อเน้นหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (TOP, PTTGC, BCP, ESSO, IRPC, SPRC) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐ (WHA, AMATA, STEC, CK) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว (CPALL, BJC, HMPRO, ROBINS, GLOBAL, MINT, CENTEL, CPN, ERW, KTC) หุ้นกลุ่มถ่านหิน (BANPU) รวมทั้งหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (KKP, TISCO, LH, QH, INTUCH, ADVANC)

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบัน ทิศทางราคาน้ำมัน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงยืดเยื้อ และทิศทางการเมืองในประเทศเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ได้แก่

    28 พ.ค.
  • ราคาบ้านเดือน มี.ค.
  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.
  • ดัชนีการผลิตเดือน พ.ค.

    29 พ.ค.
  • ดัชนีการผลิตเดือน พ.ค.
    30 พ.ค.
  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2562 (ประมาณการครั้งที่ 2)
  • ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือน เม.ย.
  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
    31 พ.ค.
  • ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน เม.ย.
  • การใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือน เม.ย.
  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.