คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้ (21-24 พ.ค. 62) มองว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,630 จุด เป็นการแกว่งตัวออกด้านข้าง มองกรอบล่างเริ่มจำกัดและคาดว่ากรอบล่าง 1,600-1,590 จุด น่าจะเป็นกรอบล่างที่แข็งแกร่ง เนื่องจากดัชนีมีการปรับตัวลงมา 2 สัปดาห์ติดต่อกัน จากระดับ 1,679.05 จุด (3 พ.ค.) มาระดับปิด 1,608.11 จุด (17 พ.ค.) ลดลง 70.94 จุด (-4.23%) อันเป็นผลมาจากปัจจัยกดดันหลักเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังไม่สามารถได้ข้อสรุป ประกอบกับมีความรุนแรงมากขึ้น และมีการตอบโต้ทางการค้ากันมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีประเด็นในเรื่องที่กูเกิลออกมาประกาศระงับการทำธุรกิจกับหัวเว่ย แม้ว่าล่าสุดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ยกเลิกคำสั่งห้ามธุรกิจสหรัฐร่วมงานกับหัวเว่ยเป็นการชั่วคราวแล้วก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามมองว่าตลาดมีการรับรู้ไปบ้างแล้ว และยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดสำหรับประเด็นสงครามการค้า ในขณะที่ปัจจัยดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการแกว่งตัวของตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นภูมิภาค รวมทั้งตลาดหุ้นไทยด้วย ส่วนปัจจัยหนุนดัชนีน่าจะมาจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มยังปรับทางขึ้น หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ได้แสดงความต้องการที่จะขยายเวลาปรับลดการผลิตไปจนถึงปลายปีนี้ เพื่อศึกษาช่องทางในเรื่องการผลิตก่อนที่จะเปิดการประชุมใหญ่ในเดือนหน้าที่ประเทศออสเตรีย เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดการผลิตน้ำมันต่อไปหรือไม่ สำหรับปัจจัยกดดันดัชนีคาดว่ายังคงมาจากแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเนื่องถึง 11 วันทำการ (2-17 พ.ค.) รวมมูลค่า 15,926.43 ล้านบาท และคาดว่ายังคงมีต่อเนื่องอีกในช่วงเดือนนี้ แต่อย่างไรก็ตามมองว่าแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาอีกครั้ง และหนุนดัชนีให้ปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 1,620 จุดได้ นอกจากนี้ปัจจัยทางด้านการเมือง คาดว่ายังคงกดดันและรอดูความชัดเจนในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะมีเสถียรภาพหรือไม่ และการเปิดประชุมรัฐสภา รวมถึงการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจจะมีสัญญาณบ่งชี้เชื่อมโยงถึงการเลือกนายกรัฐมนตรีในอันดับต่อไป

สำหรับภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งอยู่ในกรอบ 1,604.76-1,652.33 จุด โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,608.11 จุด (17 พ.ค.) ลดลง 40.58 จุด (-2.46%) จากระดับปิดที่ 1,648.69 จุด (10 พ.ค.) ทั้งนี้สัปดาห์ก่อนในช่วงต้นสัปดาห์ดัชนีปรับตัวลง เนื่องจากความวิตกกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยืดเยื้อ หลังจากที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในการเจรจาเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนกลางสัปดาห์ดัชนียังคงปรับตัวลงต่อเนื่องจนถึงปลายสัปดาห์ หลังยังคงได้รับปัจจัยกดดันจากเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่อาจจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการเมืองในประเทศจากที่ยังรอดูการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ว่าจะมีเสถียรภาพหรือไม่กับคะแนนเสียงโหวตในสภา และมี Sell on fact หลังจากการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 1/62 ออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดเป็นขาลง สำหรับปลายสัปดาห์ดัชนียังคงปรับตัลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังยืนเหนือ 1,600 จุดได้ ปัจจัยกดดันยังคงมาจากเรื่องเดิม ๆ ประกอบกับได้รับปัจจัยกดดันจากเรื่องของการปรับลดเป้าหมายการส่งออกและการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีนี้ลงจากหน่วยงานของไทย

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ซื้อสะสมมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้า และคาดว่าสัปดาห์นี้น่าจะมีการรีบาวด์ของดัชนีเกิดขึ้นได้ สำหรับหุ้นที่ซื้อมาแล้วหากมีกำไรอาจจะขายทำกำไรไปบางส่วนก่อนตามการดีดกลับของดัชนี แต่อย่างไรก็ตามหากดัชนียังคงมีการปรับตัวลงมาใกล้ระดับ 1,600 จุด ยังคงเน้นให้ซื้อสะสมมากกว่าการขาย โดยหุ้นที่น่าจะเข้าลงทุนจะเป็นแบบ Selective Buy เท่านั้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามากดดัน ประกอบกับราคาของหุ้นหลายตัวปรับตัวลงมาตามภาวะตลาด และมี Upside มากพอสมควรเมื่อเทียบกับราคาตามปัจจัยพื้นฐาน โดยเน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากระดับราคาน้ำมันที่ยังมีทิศทางปรับขึ้น (PTT, PTTEP) หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (TOP, PTTGC, BCP, ESSO, IRPC, SPRC) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐ (WHA, AMATA, STEC, CK) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว (CPALL, BJC, HMPRO, ROBINS, GLOBAL, MINT, CENTEL, CPN, ERW) รวมทั้งหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (KKP, TISCO, LH, QH, INTUCH, ADVANC)

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบัน ทิศทางราคาน้ำมัน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังมีการตอบโต้ในเรื่องการค้ากันของทั้งสองฝ่าย และทิศทางการเมืองในประเทศว่าเป็นไปในทิศทางใด

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ได้แก่

    21 พ.ค.
  • ยอดขายบ้านมือสองเดือน เม.ย.

    22 พ.ค.
  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
  • คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เปิดเผยรายงาน
  • การประชุมวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค.
    23 พ.ค.
  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือน พ.ค.
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเบื้องต้นเดือน พ.ค.
  • ยอดขายบ้านใหม่เดือน เม.ย.
    24 พ.ค.
  • ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน เม.ย.