คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้ (9-12 เม.ย. 62) มองว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,640-1,670 จุด เป็นการแกว่งตัวทางขึ้นได้จากสัปดาห์ก่อนหน้าโดยมีปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มทางขึ้น จะทำให้มีแรงซื้อกลุ่มพลังงานเข้ามาหนุนดัชนีแต่อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นของดัชนีในสัปดาห์นี้อาจจะไปได้ไม่ไกลนักมองกรอบบนไว้ที่ 1,660-1,670 จุด เนื่องจากใกล้วันหยุดยาวต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทำให้นักลงทุนอาจจะชะลอการลงทุน หรือมีแรงขายทำกำไรในระหว่างสัปดาห์จากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมาส่วนปัจจัยที่ยังกดดันดัชนีจะมาจากทางด้านการเมือง ซึ่งยังรอการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังจากที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต. ในวันที่ 9 พ.ค.62 สำหรับภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งอยู่ในกรอบ 1,640.01-1,655.09 จุด ดัชนีปรับตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ และ สามารถกลับมาปิดเหนือ 1,640 จุด โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,646.18 จุด (5 เม.ย.) เพิ่มขึ้น7.53 จุด (+0.46%) จากระดับปิดที่ 1,638.65 จุด (29 มี.ค.) ทั้งนี้ดัชนีสัปดาห์ก่อนในช่วงต้นสัปดาห์ปรับขึ้นจากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนรวมทั้งจากการที่ MSCI ปรับวิธีการคำนวณโดยรวม NVDR เข้ามาด้วย ทำให้น้ำหนักลงทุนหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3 จากเดิมร้อยละ 2.5 ซึ่งก็จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในไทยมากขึ้นประกอบกับตัวเลขภาคการผลิตของจีนและสหรัฐออกมาดีขึ้น ส่งผลให้คลายความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่วนกลางสัปดาห์ดัชนีปรับตัวลงหลังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองรวมทั้งรอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และความคืบหน้าการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) สำหรับปลายสัปดาห์ดัชนีปรับตัวขึ้นเล็กน้อย และ มีมูลค่าการซื้อขายเบาบาง เนื่องจากใกล้วันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามา

กลยุทธ์การลงทุน ยังเน้นการถือหุ้นต่อเนื่องจากมองว่าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้ แต่อาจจะมีขายทำกำไรบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ และ คาดว่าในระยะกลางมีความเป็นไปได้ที่ดัชนีจะขึ้นไปที่ระดับ 1,670 จุด จากนักลงทุนสถาบัน และ นักลงทุนต่างชาติที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่หนุนดัชนี

ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และปัจจัยพื้นฐานของหุ้นยังอยู่ในทิศทางที่ดี สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในการเข้าซื้อมองว่ายังเป็นคงเน้นหุ้นพื้นฐานเป็นหลัก และหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง รวมทั้งหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นผู้บริโภคจากรัฐบาลใหม่(กลุ่มค้าปลีก กลุ่มธนาคาร) หุ้นที่ได้รับประโยชน์เกี่ยวกับโครงการ EEC (กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ (กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง) และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับขึ้น (กลุ่มพลังงาน)

ปัจจัยที่ต้องติดตามได้แก่ ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบัน การถอนตัวของอังกฤษจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (Brexit) หลังจากที่รัฐสภาอังกฤษอนุมัติข้อเสนอให้มีการเลื่อนกำหนดวันที่อังกฤษต้องถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปในขณะที่อังกฤษใกล้ถึงกำหนด Brexit ในวันที่ 12 เม.ย.โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษจะต้องยื่นขอสหภาพยุโรป(EU) ให้ขยายเวลาการบังคับใช้มาตรา 50 ออกไปอีกเพื่อหลีกเลี่ยง Brexit แบบไร้ข้อตกลง และความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงต้องติดตาม

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ได้แก่      

10เม.ย.

  • อัตราเงินเฟ้อเดือน มี.ค.                          
  • สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือน ก.พ.                          
  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์                          
  • คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เปิดเผยรายงานการประชุมครั้งที่ 19-20 มี.ค.                  

11เม.ย.

  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์                           
  • ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมี.ค.     

12 เม.ย.

  • ดัชนีภาคการผลิตเดือน เม.ย.