หุ้น IPO ในวันที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนวันวาน

บทความโดย คุณสรรศรี เพ็ญรัชตพันธ์ / Assistant Vice President /Investment Banking

หุ้นไอพีโอ (IPO ย่อมาจาก Initial Public Offering) หมายถึง หุ้นที่ถูกนำมาเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกและเข้าจดทะเบียนเพื่อซื้อ-ขายในกระดานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) ซึ่งหากเราได้พิจารณาสถิติราคาปิดวันแรกของหุ้น IPO ทั้งหลายที่เข้ามาโลดแล่นในตลาดหลักทรัพย์ในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักจะให้ผลตอบแทนอย่างเป็นกอบเป็นกำที่ทำให้นักลงทุนผู้ที่ได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้น IPO ต่างก็ยิ้มจนแก้มปริไปตามๆ กัน โดยสังเกตได้จากสถิติย้อนหลังในปี 2558-2559 ที่หุ้น IPO ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 51.66% และ 57.95%โดยการเปรียบเทียบราคาจองซื้อหุ้น IPO กับราคาปิดวันแรกที่หุ้น IPO ทำการซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงทำให้ในสมัยนั้น นักลงทุนทั้งหลายต่างพากันขวนขวายหาหุ้น IPO จากมาร์เก็ตติ้งของตนกันอย่างไม่ลดละ

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาแปรเปลี่ยน ความรักที่มีให้จึงเริ่มจืดจางลง ความสวยงามของผลตอบแทนที่นักลงทุนเคยได้รับจากการจองซื้อหุ้น IPO ก็แปรเปลี่ยนไม่สวยงามเหมือนแต่ก่อนเช่นกัน โดยยุคทองของหุ้น IPO ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี และคาดว่าน่าจะถึงจึงสูงสุดไปแล้วในช่วงปี 2560 ที่มีบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นจำนวนมากถึง 38 บริษัท (ที่มา : set.or.th) และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 27.45% จะสังเกตได้ว่าค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนจากหุ้น IPO ในปี 2560 นั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2558-2559 ที่ให้ผลตอบแทนกว่า 50.00% ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากมาตรการกำกับดูแลในเรื่องการจัดจำหน่ายหรือการกระจายหุ้น IPO ของทางสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC) ที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันการสร้างราคาหรือการปั่นหุ้นโดยฝีมือของบรรดาทีมงานเจ้าของบริษัททั้งหลายนั่นเอง

และต่อมาในปี 2561 ยิ่งเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า ขาลงของหุ้น IPO ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยสังเกตได้จากผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้น IPO ในปี 2561 ที่มีค่าเท่ากับ 11.15% และ หากพิจารณาข้อมูลแบบลงรายละเอียดเข้าไปอีกจะพบว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 หรือในปีที่ผ่านมานั้นหุ้น IPO มีผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ -2.56% ซึ่งมีค่าติดลบ!!! ดังนั้นเท่ากับว่านักลงทุนที่จองซื้อหุ้น IPO ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ล้วนขาดทุนเกือบหมด ยกตัวอย่างเช่น หุ้น IPO ของบริษัทนอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (NER) ที่ราคาปิดของวันที่หุ้น NER ซื้อ-ขายวันแรกนั้นต่ำกว่าราคา IPO อยู่ 20.16% และหุ้น IPO ของบริษัทเจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) (CMC) ที่ราคาปิดของวันที่หุ้น CMC ซื้อ-ขายวันแรกนั้นต่ำกว่าราคา IPO อยู่ 21.33% เป็นต้นจึงส่งผลให้สถานการณ์เริ่มแปรเปลี่ยนจากสมัยก่อนที่บรรดานักลงทุนต่างพากันขวนขวายหาหุ้น IPO กันอย่างสุดความสามารถ กลับกลายมาเป็นต่างพากันปฏิเสธหุ้น IPO ที่บรรดาเหล่ามาร์เก็ตติ้งของนักลงทุนทั้งหลายเอามาเสนอขายกันเป็นจำนวนมากโดยสาเหตุหลักที่ทำให้หุ้น IPO ไม่สวยงามและน่ารักเหมือนแต่ก่อนส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากมาตรการกำกับดูแลที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากสภาวะของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่อยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อยจะน่าลงทุนซักเท่าไหร่นัก

จากการเปลี่ยนแปลงข้างต้นจะเห็นได้ว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ใดๆ ก็ตามล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงทั้งสิ้นแม้กระทั่งหุ้น IPO ที่สมัยก่อนบรรดานักลงทุนต่างมองว่าเป็นหุ้นที่ไม่มีความเสี่ยง ใครที่ได้หุ้น IPO ต่างก็มีแต่รวยขึ้นไม่มีขาดทุน ดังนั้น ท่านอาจจะต้องกลับมาหยุดคิดซักนิดจากนั้นค่อยทำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้น IPO แต่ละตัวก่อนที่จะจองซื้อหุ้น IPO ในปัจจุบัน แต่มันจะดีกว่ามั้ย?ถ้ามีผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการลงทุนมาช่วยคิดวิเคราะห์ ให้คำแนะนำรวมถึงช่วยตัดสินใจในการลงทุน อีกทั้งช่วยบริหารเงินลงทุนให้กับท่าน โดยปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะของตลาดในแต่ละช่วงเวลาเพื่อผลตอบแทนที่ยั่งยืน….

สนใจติดต่อ ฝ่าย Private Fund ของบริษัทหลักทรัพย์เมอร์ชั่น  พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) หรือโทร 02-117-7878

Merchant Power Mentor พื้นที่สำหรับแบ่งปันแนวคิดด้านการวางแผนการเงิน การลงทุน สำหรับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆในวงการ Wealth management และ Financial planning

สนใจแชร์บทความน่าอ่าน ดูรายละเอียด Click

Merchant Partners เรามีกองทุนส่วนบุคคลที่เน้น

หุ้นที่ “ดักทาง” สร้างกำไรจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชนชาว Millennial ได้อย่างดี

ดูรายละเอียดเลยที่ http://mps.merchant.co.th/mpm/