follow url คาดการณ์ภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ทิศทางการลงทุนในสัปดาห์นี้ (25-29 มี.ค. 62) มองว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,610-1,650 จุด เป็นการแกว่งตัวออกด้านข้างหลังจากที่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นก่อนการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค.โดยปัจจัยต่างประเทศยังคงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับทางด้านเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมทั้งการเมืองของไทยที่ยังไม่แน่นอนต่อการฟอร์มทีมรัฐบาลซึ่งไม่รู้ว่าจะมีเสถียรภาพมากหรือน้อยเพียงใด และจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นตามมาอีกหรือไม่หลังจากได้ทีมรัฐบาลใหม่แล้วโดยอาจจะมีแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงออกมา ทั้งนี้ กกต.จะมีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พ.ค

สำหรับภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งอยู่ในกรอบ 1,612.85-1,646.94 จุด ดัชนีปรับตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ และสามารถยืนเหนือระดับ 1,640 จุดได้ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,646.29 จุด (22 มี.ค.) เพิ่มขึ้น 20.72 จุด (+1.27%) จากระดับปิดที่ 1,625.57 จุด (15 มี.ค.) ทั้งนี้ดัชนีสัปดาห์ก่อนหน้าในวันจันทร์มีเทขายออกมาจากกระแสเงินทุนไหลออก

เนื่องจากนักลงทุนรอดูความชัดเจนทั้งปัจจัยในประเทศและนอกประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และความคืบหน้าของการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่วนปัจจัยในประเทศก็การรอผลการเลือกตั้ง ส่วนในวันอังคารดัชนีปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อที่มีเข้ามาซึ่งตลาดยังรอดูผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยสำหรับกลางสัปดาห์ดัชนีปรับตัวลงเล็กน้อย และยังคงติตตามผลการประชุมเฟด ในขณะที่การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมร้อยละ 1.75 ต่อปี 

สำหรับปลายสัปดาห์ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องก่อนการทราบผลเลือกตั้งตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค และคาดหวัง Fund Flow ไหลกลับเข้ามาในภูมิภาคหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และจะชะลอการปรับลดงบดุลรวมทั้งราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ทำให้มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานเข้ามาหนุนดัชนี และ มีการเก็งกำไรก่อนรู้ผลเลือกตั้งที่คาดหวังเชิงบวกจากการฟอร์มทีมรัฐบาลได้ด้วยเสียงข้ามมากที่มีเสถียรภาพ

กลยุทธ์การลงทุน ยังเน้นการทยอยซื้อสะสมมากกว่าการขายหุ้นเนื่องจากราคาของหุ้นมีการปรับตัวลงมา และต่ำกว่ามูลค่าปัจจัยพื้นฐานในหลาย ๆ ตัว โดยมองว่าดัชนีต่ำกว่า1,620 จุด เป็นระดับที่น่าสนใจในการเข้าซื้อสะสม ในขณะที่ระยะกลางมีความเป็นไปได้ที่ดัชนีจะขึ้นไปที่ระดับ 1,650 จุด จากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติที่คาดว่าจะมีแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่กลับเข้ามาอีกครั้งหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้เรียบร้อยแล้ว และ ไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ กระทบต่อผลการเลือกตั้ง สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในการเข้าซื้อมองว่ายังเป็นคงเน้นหุ้นพื้นฐาน และ หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล โดยในช่วงเดือน เม.ย. และพ.ค. จะมีหุ้นที่ขึ้นเครื่อง XD อยู่หลายตัว และเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูง แนะนำให้เข้าซื้อตั้งแต่ในช่วงเดือนนี้ เพื่อรอรับเงินปันผล รวมทั้งหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นผู้บริโภคจากรัฐบาลใหม่หุ้นเกี่ยวกับโครงการ ECC และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐนอกจากนี้ในระหว่างสัปดาห์อาจจะมีการทำ Window Dressing เกิดขึ้นได้เนื่องจากปิดงบไตรมาส 1/62

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

ได้แก่ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนสถาบัน การถอนตัวของอังกฤษจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (Brexit) และการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในช่วงปลายสัปดาห์นี้      

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมีประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ได้แก่      

25 มี.ค.

  • ดัชนีการผลิตเดือน มี.ค.                         

26 มี.ค.

  • ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือน ก.พ.       
  • ราคาบ้านเดือน ม.ค.                           
  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.   

27 มี.ค.

  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์                           
  • คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย             

21 มี.ค.

  • ดุลการค้าเดือน ม.ค.                           
  • ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 4/2561                           
  • สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์               

27 มี.ค.

  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน มี.ค.                           
  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการขั้นต้นเดือน มี.ค.                       
  • ยอดขายบ้านมือสองเดือน ก.พ.

28 มี.ค.

  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์                           
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2561                           
  • ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือน ก.พ.

29 มี.ค.

  • รายได้ส่วนบุคคลเดือน ก.พ.                           
  • ยอดขายบ้านใหม่เดือน ก.พ.                           
  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.