• กลยุทธ์การสร้างผลตอบเเทนกองทุน
  • การบริหารจัดการความเสี่ยง
  • จุดเด่นที่เเตกต่าง
  • ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
กลยุทธ์การสร้างผลตอบเเทนกองทุน

กลยุทธ์การสร้างผลตอบแทนกองทุน (ระบบการเลือกหุ้น ขอบเขตหุ้น การซื้อขาย….)

กองทุนมีกลยุทธ์ Global Selective Investment แบบ High Conviction เลือกคัดสรรหลักทรัพย์ที่เหมาะสมกับการลงทุนระยะกลางถึงยาว ในตราสารทุนและหลักทรัพย์ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งผู้จัดการกองทุนเชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจ และ/หรือได้รับประโยชน์จากแนวโน้มแห่งอนาคตอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียล ทั้งทางตรง และทางอ้อม เป็นต้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า MSCI World Index (Benchmark) สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว 3-5 ปี

1. การคัดเลือกหลักทรัพย์

การคัดเลือกหลักทรัพย์ในบริษัทจดทะเบียนที่มีพื้นฐานดีมีศักยภาพในการเติบโตทางธุรกิจ โดย Financial Model ที่ผู้จัดการกองทุนพัฒนาขึ้นเพื่อวิเคราะห์

ทั้งในเชิงปริมาณ และ เชิงคุณภาพ เข้าสู่ Universe ดังนี้

ตราสารทุนที่จะเข้าลงทุน จะต้องผ่านหลักเกณฑ์พิจารณาขั้นต้นดังนี้·       

  • บริษัทจดทะเบียนฯจะต้องเป็นผู้นำในธุรกิจนั้น หรือมีแนวโน้มเป็นผู้นำในอนาคต     
  • มีขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจที่สูง
  • มี recurring income ที่ชัดเจน     
  • มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
  • จะต้องได้ประโยชน์จากยุคมิลเลนเนียลทั้งทางตรงและทางอ้อม     
  • ใช้หลักการBottom up approach เพื่อคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพ มีพื้นฐานดี มีแนวโน้มเติบโต มีฐานะทางการเงินที่ดี และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ·       
  • คัดเลือกบริษัทที่อยู่ในช่วงขาขึ้นของธุรกิจและมีความได้เปรียบทางการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน

2. หลักทรัพย์ที่จะเข้าลงทุนได้    

  • ตราสารทุน
  • ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน·       
  • ตราสารอนุพันธ์ ในลักษณะที่เป็นตราสารสิทธิหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงหลักทรัพย์นั้นๆ ทั้งนี้ให้การตัดสินใจเป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management)·       
  • ตราสารหนี้ เพื่อสภาพคล่อง หรือลดความเสี่ยงของพอร์ต หรือเพิ่มผลตอบแทนในกรณีที่ผู้จัดการกองทุนเล็งเห็นความเสี่ยงในระยะกลาง
  • ETFs

3. การจัดสรรเงินลงทุน

กองทุนมีกลยุทธ์ลงทุนแบบ High Conviction ซึ่งลงในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดจะกำหนดสัดส่วนการลงทุน และปรับเปลี่ยนการลงทุนตามสภาวะตลาดได้ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ทั้งขายทำกำไร (profit taking) และการตัดขาดทุน (cut-loss) ส่วนเงินปันผลที่ได้จากการลงทุนจะถูกนำไป reinvest หรือเก็บไว้เป็นสภาพคล่อง

แล้วแต่ดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

4. นโยบายการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน

กองทุนจะอ้างอิงสัดส่วนการลงทุนที่นำเสนอต่อคณะกรรมการการลงทุน( IC ) 2 ครั้งต่อเดือน และ ใช้ดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนเพื่อพิจารณาประกอบการซื้อ-ขาย

การบริหารจัดการความเสี่ยง

กองทุนมีแนวทางในการบริหารความเสี่ยงดังนี้      

ความเสี่ยงจากตลาด (Market Risk) :

กองทุนมีนโยบายลงทุนในหลายภูมิภาค และ หลากหลายธีมการลงทุน ทำให้มีการกระจายความเสี่ยงการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนฯในตลาดต่างประเทศอย่างเหมาะสม

รวมถึงจะมีการศึกษาและวิเคราะห์บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์อย่างรอบคอบ ตลอดจนดำเนินการบริหารกองทุนให้เป็นไปตามนโยบายการลงทุนเพื่อให้กองทุนมีระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เหมาะสม       

ความเสี่ยงด้านทางธุรกิจ (Business Risk) :

กองทุนจะทำการศึกษาและวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน และ ผลการดำเนินงานของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์อย่างรอบคอบรวมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางเศรษฐกิจที่อาจมีผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่กองทุนพิจารณาลงทุนหรือคาดว่าจะลงทุน ทั้งความเสี่ยงทางการเงินความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ และความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม       

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) :

กองทุนจะมีการพิจารณาการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพและคำนึงถึงสภาพคล่องในการซื้อ-ขายก่อนตัดสินใจลงทุนหลักทรัพย์ที่จะเข้าถือครอง จะต้องสามารถ liquidate หลักทรัพย์ทั้งหมดผ่านตลาดรองได้ใน 5 วันทำการ

       

ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) :

กองทุนลงในหลายภูมิภาค จึงมีลักษณะเป็น natural hedge ในตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนในการตัดสินใจว่าจะปกป้องความเสี่ยงค่าเงินหรือไม่

จุดเด่นที่เเตกต่าง

การลงทุนใน Megatrends หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก      

จะสร้างโอกาสของผลตอบแทนที่สอดคล้องไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกโดยบริษัทที่อยู่บนเส้นทางของ Megatrends มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อย่างโดดเด่นเหนือกลุ่มอื่นๆ ภายใต้ภาวะการเปลี่ยนแปลงที่มากไปกว่าการแข่งขันแต่เป็นภาวะที่จะเปลี่ยนวิถีการดำเนินงานของบริษัท ที่จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง      

3 megatrends that change the world

Millennial Moment : กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรซึ่งเติบโตพร้อมกับเทคโนโลยี มีความสามารถในการปรับตัวต่อสิ่งใหม่

เสพติดสังคมออนไลน์ และใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายอย่างชัดเจน

Business Intelligence : กลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจบนฐานของการใช้เทคโนโลยีสำหรับการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บ วิเคราะห์ และ การแสดงผลข้อมูลในหลากหลาย

มุมมอง       

Circular Economy : ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือบรรทัดฐานใหม่ของบริษัทในการจัดการทรัพยากรที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรโลกและธรรมชาติ     

Data Dependent is the key 

Traditional Process

เป็นกระบวนการวิเคราะห์เพื่อเข้าซื้อหลักทรัพย์จะเริ่มจากภาพของเศรษฐกิจมหภาค (Macro-Economic) และ วัฎจักรทางเศรษฐกิจ (Economic Cycle) ประกอบกับการติดตามการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (Regulation Changing) ในแต่ล่ะประเทศที่เข้าไปเลือกลงทุน จึงเข้าสู่การเจาะลึกลงงบการเงินของบริษัทที่สนใจ โดยทำการเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องขององค์ประกอบให้เห็นเป็นระบบนิเวศของบริษัท (Ecosystem) เพื่อฉายภาพเป็นห่วงโซ่อุปทานทางธุรกิจ (Supply Chain) แล้วจึงเข้าสู่การจับจังหวะในการเข้าซื้อหลักทรัพย์ (Market Timing)       

Digital Process

เป็นกระบวนการจับจังหวะในการเข้าซื้อหลักทรัพย์ (Market Timing) โดยอยู่บนฐานของข้อมูล Big Data ที่มาจากการประมวลข้อมูลบน Social Network โดยทำการ “ขุด” ข้อมูล text (Data mining) เพื่อหาคำพูดต่างๆ เพื่อหาความสัมพันธ์ (Correlation) ของข้อมูลกับบริษัทที่เลือกลงทุน ประกอบกับจับสัญญาณราคาหลักทรัพย์

ผ่านการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค (Technical Process)

       

ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนมีดังนี้     

  • Front End ไม่เกิน1.00%      
  • Management Fee ไม่เกิน 2.00%      
  • Performance Fee ไม่เกิน 30.00% คำนวนแบบ High Watermark      
  • Custodian Fee คิดตามจริง