January effect เป็นปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นในต่างประเทศมักจะปรับตัวขึ้นในเดือน ม.ค. โดยเป็นผลมาจากพฤติกรรมของนักลงทุน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) นักลงทุนกลับมาซื้อหุ้นคืนหลังจากที่ขายปรับพอร์ตหรือลดความเสี่ยงในช่วงปลายปี และ 2) เป็นการเข้าซื้อเก็งกำไรผลประกอบการและเงินปันผลก่อนที่บริษัทจดทะเบียนจะทยอยประกาศงบไตรมาส 4 และ งบปี ในช่วงเดือน ก.พ. ถึงเดือน มี.ค.

ส่วนตลาดหุ้นไทยหากอิงจากสถิติย้อนหลังในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา (2005-2018) ไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าจะมี January effect เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวพบว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือน ม.ค. ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเพียง 8 ปีเท่านั้นส่วนที่เหลืออีก 6 ปีให้ผลตอบแทนติดลบหรือโอกาสที่เกิด January effect คือ 57 :43 หรือจะเรียกว่า 60:40 ก็ได้

* ดัชนี ณ วันทำการสุดท้ายของเดือน

อย่างไรก็ตามโอกาสที่จะเกิด January effect ยังพอมีหวังเพราะในระยะหลังหรือในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดหุ้นไทยในเดือน ม.ค.ให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 6 ปี และ มีเพียงปีเดียวเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบ หรือ คิดเป็นโอกาสของการลงทุนในเดือน ม.ค.แล้วให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงถึง 86% ประกอบกับดัชนีตลาดหุ้นบ้านเราที่ลดลงมาแล้วถึง 11% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เดือน ม.ค.มีโอกาสที่จะเกิด Technical Rebound หรือเกิด January effect ได้เช่นกัน

ส่วนจังหวะการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกในเดือน ม.ค.ตามสถิติจะอยู่ในช่วงสปดาห์แรกของเดือน โดยสถิติพบว่าการลงทุนในช่วงสัปดาห์แรก (5 วันทำการแรก) ในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีถึง 9 ปีที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก (ความน่าจะเป็น 64%) แต่หากถือต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์หรือซื้อต้นปีและถือไปอีก 10 วันทำการ ความน่าจะเป็นที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกจะเริ่มลดลงเป็น 57% และจะเหลือ 50% เมื่อถือไปอีก 15 วันทำการ และกลับมาเป็น 57% อีกครั้งเมื่อถือต่อจนครบเดือน

 

หรือเราอาจสรุปได้ว่า การลงทุนในเดือน ม.ค. เมื่ออิงจากสถิติ การลงทุนในช่วงสัปดาห์แรก (5 วันทำการแรก) มีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด (เป็นเพียงข้อมูลสถิติย้อนหลัง)

 

#Merchant SEC