เบนจามิน เกรแฮม : The intelligent investor

เขียนโดย EMILY NORRIS   (22 พฤษภาคม 2018)

หากนักฟิสิกส์เลือกที่จะศึกษาเรื่องของ เซอร์ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) เพื่อเรียนรู้คำสอนเกี่ยวกับทฤษฎีแรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนไหว นักลงทุนก็จะเลือกที่จะศึกษาผลงานของ เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการเงินและการลงทุน

ผู้ถูกขนานนามว่า “บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า” และ “คณบดีแห่งแห่งวอลล์สตรีท” เบนจามิน เกรแฮม (1894-1976)  มีความเก่งกาจในการทำเงินในตลาดหุ้นให้กับตัวเองและลูกค้าของเขาโดยไม่ไปต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูง โดยเขาได้สร้างและเผยแพร่หลักการต่างๆ ในการลงทุนอย่างปลอดภัยและประสบความสำเร็จให้แก่บรรดานักลงทุนยังนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้

หลักการเหล่านี้ถูกหล่อหลอมขึ้นจากความมานะทุ่มเทของและประสบการณ์เกรแฮม ทำให้เกิดตรรกะที่เข้าใจได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเกรแฮมได้หยิบมาสร้างเป็นวิธีการที่นำไปสู่ประสบความสำเร็จในการลงทุนของเขา

จุดเริ่มต้นตำนานของ “เบนจามิน เกรแฮม”

ผลงานของเกรแฮมถือเป็นระดับตำนานในแวดวงการลงทุน เขาได้รับเครดิตในฐานะผู้สร้างงานวิเคราะห์ด้าน security analysis profession เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่ปรึกษาคนสำคัญของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

และยังเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงจากผลงาน Security Analysis” (1934) และ “The Intelligent Investor” (1949) เกรแฮมถือหนึ่งในเป็นคนแรกที่ใช้การวิเคราะห์ทางการเงินเพียงอย่างเดียวไปสู่การประสบความสำเร็จจากการลงทุนในหุ้น นอกจากนี้เขายังมีส่วนสำคัญในการร่างองค์ประกอบหลายประการของ “Securities Act” ของปี 1933 หรือที่เรียกว่า “Truth in Securities Act” ซึ่งจำเป็นต้องให้ บริษัท จัดทำงบการเงินที่ได้รับการรับรองโดยนักบัญชีอิสระ ทำให้การทำงานวิเคราะห์ทางการเงินของเกรแฮมง่าย มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเกิดเป็นกระบวนทัศน์ใหม่

เกรแฮมเคยเป็นนักศึกษาดาวเด่นที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียแห่งเมืองนิวยอร์ก และเข้าทำงานที่ Wall Street ทันทีหลังจากที่สำเร็จการศึกษาในปี 1914 ได้ไม่นานนัก โดยเขาได้สร้างฐานการเงินให้กับตัวเองอย่างต่อเนื่องในอีก 15 ปีต่อมา อย่างไรก็ตาม เขาได้สูญเสียเงินส่วนใหญ่ของเขาจาก “วิกฤตตลาดหุ้นในปี 1929” และเกิดภาวะ “Great Depression” ที่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ซึ่งภายหลังจากที่ได้รับบทเรียนที่หนักหน่วงเรื่องความเสี่ยงของการลงทุน เขาก็เขียนผลงาน “Security Analysis” (ตีพิมพ์ในปี 1934) เกี่ยวกับวิธีวิเคราะห์และประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ของเกรแฮม และหนังสือเล่มนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นเวลาหลายสิบปีในด้านการเงินเป็นหลักสูตรในสาขาวิชาในเวลาต่อมา

จากการขาดทุนในปี 1929 และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ทำให้เขาต้องพัฒนาเทคนิคการลงทุนของเขาไปอีกขั้น เทคนิคเหล่านี้พยายามที่จะทำกำไรในหุ้นขณะที่ลดความเสี่ยงจากตลาดขาลงให้มากที่สุด โดยการลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีการซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าการชำระบัญชีของบริษัท (liquidation value) มาก หรือโดยทั่วไปแล้วเป้าหมายของเขาก็คือการซื้อสินทรัพย์มูลค่าหนึ่งดอลลาร์มาให้ได้ในราคาครึ่งเดียว วิธีการคือเขาใช้จิตวิทยา โดยใช้ความกลัวและความโลภของตลาดหุ้นให้เป็นประโยชน์ และการลงทุนเป็นจำนวนมาก

ทฤษฎี “Mr. Market” และ Margin of Safety

เกรแฮมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมองไปที่ตลาดว่า เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่เสนอให้คุณซื้อหรือขายสินค้าให้ทุกวัน เขาได้ขนานนามที่พันธมิตรทางธุรกิจที่เปรียบเปรยขึ้นว่า “Mr. Market” กล่าวว่าบางครั้งราคาของ Mr. Market ก็สมเหตุสมผล แต่บางครั้งอาจสูงหรือต่ำเกินไป ดังเช่นความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั่วไป

โดยตัวคุณที่เป็นนักลงทุน ย่อมมีอิสระในการซื้อ-ขายสินค้ากับ Mr. Market หรือแม้แต่จะเพิกเฉยหากคุณยังไม่พอใจในราคา คุณอาจไม่ต้องสนใจเขาวันนี้เพราะเดี๋ยวเขาก็จะกลับมาในวันรุ่งขึ้นด้วยข้อเสนอที่แตกต่างออกไปจากเมื่อวาน นี่คือจิตวิทยา ” use market ” เกรแฮมมองว่าการที่สามารถปฏิเสธได้อย่างอิสระเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่นักลงทุนทั่วไปมีมากกว่ามืออาชีพที่ต้องลงทุนตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ในปัจจุบัน

เกรแฮมยังเน้นถึงความสำคัญของ ”Margin of Safety” ซึ่งหมายถึงการซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของธรุกิจที่ประเมินไว้เท่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะช่วยให้มีแนวโน้มกำไรสูงขึ้นในขณะที่ตลาดปรับราคาหุ้นให้เหมาะสมกับมูลค่าแท้จริง และยังช่วยป้องกันความเสียหายหากสิ่งต่างๆไม่เป็นผลตามที่วางแผนไว้ธุรกิจสะดุดลงในที่สุด นี่คือด้านการใช้การคำนวนในการทำงานของเขา

เป็นทั้งสุดยอดนักลงทุนและครู

นอกเหนือจากงานลงทุนแล้ว เกรแฮมยังสอนชั้นเรียนด้านการวิเคราะห์ความปลอดภัยในโรงเรียนเก่าของตัวเขาเองที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นี่เขาได้พบกับความหลงใหลกับกระบวนการและกลยุทธ์ในการลงทุน พอๆ กับที่เขาหลงใหลในการทำเงิน ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเขียน “The Intelligent Investor” ขึ้นมาในปี 1949 หนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติแก่นักลงทุนทั่วไปมากกว่า “Security Analysis” ที่เป็นผลงานเก่าของเขา และกลายเป็นหนังสือการลงทุนที่ขายดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ อธิบายถึง “The Intelligent Investor” ว่า “เป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่เกี่ยวกับการลงทุนที่เคยเขียนไว้” ถือเป็นคำยกย่องที่สูงสำหรับเป็นหนังสือเรียบๆ ธรรมดาที่เล่มนึง บัฟเฟตต์กล่าวว่าเกรแฮมเป็นคนใจกว้างอย่างเหลือเชื่อต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับแนวคิดการลงทุนของเขา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เกรแฮมอุทิศเวลาในส่วนหลังเกษียณของเขาหลายปี มาค้นคว้ากี่ยวกับหลักการลงทุนใหม่ๆ ที่เรียบง่ายกว่า เพื่อช่วยให้นักลงทุนทั่วไปลงทุนในหุ้น บัฟเฟตต์ยังได้ยึดตามแนวคิดนี้ โดยเขามองว่าการประชุมประจำปีของเขาเป็นโอกาสที่จะแบ่งปันความรู้ของเขากับนักลงทุนทั่วไป

หลังจากที่ได้อ่าน “The Intelligent Investor” เมื่ออายุ 19 ปี บัฟเฟ็ตต์ได้เข้าเรียนในColumbia Business School เพื่อที่จะศึกษาภายใต้เกรแฮม และพวกเขาก็ได้พัฒนาคงไว้ถึงมิตรภาพอันยาวนาน ต่อมาเขาทำงานให้กับเกรแฮมในบริษัท”เกรแฮม-นิวแมน คอร์ปอเรชั่น” (Graham-Newman Corporation) ซึ่งคล้ายกับกองทุนรวมปิด บัฟเฟ็ตต์ได้ทำงานที่นั่นเป็นเวลาสองปีจนกว่าเกรแฮมตัดสินใจที่จะปิดกิจการและเกษียณตัวเองในที่สุด

หลังจากนั้นลูกค้าของเกรแฮมหลายรายก็ขอให้บัฟเฟ็ตต์จัดการเงินของพวกเขาต่อ และส่วนที่เหลือก็ได้เป็นประวัติศาสตร์ตามที่เขาว่ากันต่อมา บัฟเฟตต์ได้พัฒนายุทธศาสตร์ของตนเองซึ่งต่างจากเกรแฮมในการที่เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพของธุรกิจและการลงทุนอย่างไม่มีกำหนด เกรแฮมจะลงทุนโดยอิงกับตัวเลขของ บริษัท โดยทั่วไปและเขาจะขายเงินลงทุนตามมูลค่าที่กำหนดไว้ แม้กระนั้นก็ตามบัฟเฟตต์ก็กล่าวว่าไม่มีใครเสียเงินไปกับการทำตามคำแนะนำและวิธีการของเกรแฮม

บทส่งท้าย

เบนจามิน เกรแฮม สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้ถึง 20% ตลอดเระยะเวลาหลายปีภายใต้จัดการของเขา แม้รายระเอียดการลงทุนของเขาจะไม่ได้ถูเผยแพร่ เขาก็ได้ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาที่ผู้คนยังคิดกันอย่างแพร่หลายว่าการซื้อหุ้นสามัญแทบไม่ต่างจากการเดิมพันล้วนๆ แต่เขาใช้วิธีซื้อหุ้นด้วยวิธีการที่ให้ทั้งความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนที่สูง ด้วยเหตุนี้เองจึงนับเกรแฮมได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกการวิเคราะห์ทางการเงินที่แท้จริง

https://www.investopedia.com/articles/07/ben_graham.asp