ในภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน ดอกเบี้ยเงินฝากไม่สูงนัก (สูงสุด 2.3% ต่อปี) “หุ้นกู้” อาจเป็นอีกทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอและมากกว่าเงินฝาก ในความเสี่ยงที่ไม่สูงนัก

ทั้งนี้หุ้นกู้จัดอยู่ในประเภทของตราสารหนี้ โดยมีบริษัทที่ต้องการระดมทุนเป็นผู้เสนอขายมีฐานะเป็น “ลูกหนี้” และนักลงทุนมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ซึ่งทางเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยและได้รับเงินต้นคืนทั้งหมดตามเงื่อนไขและอายุที่ตกลงกันไว้ในสัญญา สามารถคำนวน “ผลตอบแทนรวม” ล่วงหน้าได้อย่างง่ายดาย

อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราเงินฝากประจำ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของหุ้นกู้ หรืออายุของหุ้นกู้ โดยทั่วไปแล้ว หุ้นกู้ด้อยสิทธิจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ที่มีอายุยาวกว่าจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ที่มีอายุสั้นกว่า ถ้าหุ้นกู้เขียนว่า “มีประกัน” แสดงว่าหากบริษัทมีปัญหาไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นให้เราได้ ทางบริษัทจะต้องนำหลักประกัน เช่น ที่ดิน อาคาร หรือทรัพย์สินอื่นๆ มาชำระแทน

แม้อัตราผลผลตอบแทนจะดูน่าสนใจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากการถูกเบี้ยวหนี้ (defualt risk) เช่นเดียวกับการกู้ยืม ในฐานะเจ้าหนี้เราสามารถตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของลูกหนี้ที่เราสนใจจะลงทุนให้กู้ยืมได้จากสถาบัน TRIS และ Fitch ที่ได้รับการรองรับจาก กลต. ประกอบการตัดสินใจ

โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งเรทติ้งสูง ยิ่งมีความน่าเชื่อถือมาก โอกาสที่จะเบี้ยวหนี้ก็จะยิ่งต่ำ แต่ก็ขึ้นอยู่กับ ประเภทของหุ้นกู้ที่มีลำดับการชำระหนี้ด้วย ยิ่งเรทติ้งต่ำ ผลตอบแทนจะยิ่งสูง ดังนั้นก่อนลงทุนต้องตรวสอบความน่าเชื่อถือกันให้ดีจ้า

นักลงทุนสามารถติดตามข่าวสาร Public Offering ของหุ้นกู้ ที่เป็นการขายให้บุคคลทั่วไปได้จาก official line ของบริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่ง หรือเว็บไซด์ settrade.com