เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 61 ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 25-26 ก.ย. 61 โดยกรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าการเดินหน้าปรับขึ้นกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed fund rates) อย่างค่อยเป็นค่อยไป จะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และภาวะตลาดแรงงานที่มีความแข็งแกร่ง รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่เคลื่อนตัวเข้าใกล้ระดับร้อยละ 2 ซึ่งเป็นเป้าหมายในระยะกลางของคณะกรรมการกำหนดโยบายการเงิน (FOMC) นอกจากนี้เฟดอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินต่อไปแม้ในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ดีดตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เป็นผลมาจากภาวะไร้สมดุลทางการเงิน

นอกจากนี้เฟดยังได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้ สู่ระดับร้อยละ 3.1 จากเดิมที่ร้อยละ 2.8 และปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ในปีหน้าสู่ระดับร้อยละ 2.5 จากเดิมที่ร้อยละ 2.4 ส่วนการขยายตัวในปี 2563 ยังคงอยู่ที่ระดับร้อยละ 2 ขณะที่คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวในปี 2564 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.8 เช่นเดียวกับอัตราการขยายตัวในระยะยาว รวมทั้งเฟดได้คงคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อในปีนี้ที่ระดับร้อยละ 2.10 และปรับลดตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในปีหน้าสู่ระดับร้อยละ 2.0 จากเดิมที่ระดับร้อยละ 2.10 และคงตัวเลขเงินเฟ้อในปี 2563 ที่ระดับร้อยละ 2.1 และคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อในปี 2564 ที่ระดับร้อยละ 2.10 ส่วนตัวเลขเงินเฟ้อระยะยาวยังคงอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.0

                ทั้งนี้มองว่าแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดน่าจะเกิดขึ้นอีกในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ หลังจากที่ปรับขึ้นในปีนี้ไปแล้วช่วงเดือน มี.ค. มิ.ย. และก.ย. ที่ผ่านมาแล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ที่ร้อยละ 2.00-2.25 ซึ่งจะส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จำนวน 4 ครั้ง และในปีหน้าคาดว่าเฟดจะยังขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดยมีการส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง จะเห็นได้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะมีขึ้นต่อเนื่องในปี 2561 และ 2562 ในขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในปีนี้ยังไม่เห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วสุดน่าจะเป็นไตรมาสที่ 4/61 หรือไตรมาสที่ 1/62 นี้