ตามติดชีวิตเทรดเดอร์ ตอนที่ 2 : กระแสเงินสดเพื่อใช้จ่ายในแต่ละเดือน

 

ในตอนที่แล้ว เราเกริ่นถึงไลฟ์สไตล์ของ “มนุษย์เทรดเดอร์” ว่า วันๆ ทำอะไรบ้าง ซึ่งในโลกความเป็นจริง ที่เห็นภาพสวยๆ เหมือนสบาย ชิวๆ จิบชากาแฟ ไปดูจอไป มีเวลาส่วนตั๊วส่วนตัว ในโลกโซเชียลก็เป็นเพียงแค่ด้านเดียวที่เท่านั้น (เหรียญมีสองด้าน) แต่อีกด้านในชีวิตจริง เราต้องเป็นเจ้านายตัวเอง หาเงินเดือนสำหรับใช้จ่ายเอง ไม่ต่างจากคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ (แค่ไม่มีลูกน้องต้องจ่ายเงินเดือน) เผลอๆ เครียดกว่าชีวิตมนุษย์เงินเดือนเสียอีก อาจจะมีดีแค่ไม่มีใครมานั่งจับผิดเรื่องการทำงาน เข้าออกตามเวลา ไม่วุ่นวายเรื่องคน แต่เราก็ต้องเป็นนายตัวเองให้ได้ รักษาวินัย จัดสรรเวลาของตัวเองให้ดี ไม่ใช่ตลาดเปิด 10 โมง ตื่นมา 9:45 น. แบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง ใช่มั๊ยคะ?

สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งของการผันตัวมาทำอาชีพเทรดเดอร์ คือ “การหากระแสเงินสด” สำหรับการใช้จ่ายในแต่ละเดือน โดยเริ่มจากจำนวนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก่อนเลย เช่น ใช้เดือนละ 30,000 บาท 50,000 บาท หรือ 100,000 บาทต่อเดือน มีเงินสำรองไว้ด้วยในระยะ 6 เดือนถึง 12 เดือน เพื่อไม่ให้กระทบกับเงินที่อยู่ในพอร์ตเทรด ตัวอย่างง่ายๆ เลย เช่น เราต้องการกระแสเงินสดเดือนละ 30,000 บาท แต่มีพอร์ตสำหรับเทรดอยู่ที่ 100,000 บาท แบบนี้ไม่ไหวค่ะ เป้าหมายมีความท้าทายมากเกินไป เพราะต้องทำกำไรถึงเดือนละ 30% จะเจอสภาวะกดดันสูงมาก ให้แนะนำทำงานประจำเป็นแหล่งรายได้อีกทางควบคู่กันไปจะดีกว่า พร้อมกับเลือกไทม์เฟรมเทรดที่ไม่สั้นเกินไป เพื่อไม่ต้องดูจอตลอดเวลา นี่ยังไม่นับเงินในบัญชีเย็นๆ อีกกว่า 180,000-360,000 บาทที่ต้องสำรองไว้นะคะ

แต่สำหรับบางท่านที่มีพอร์ตระดับ 1 ล้านบาท และต้องการกระแสเงินสดเดือนละ 30,000 บาท การวางเป้าหมายแบบนี้มีความเป็นไปได้ เพราะทำกำไรให้ได้เดือนละ 3% ค่อยๆ เทรด ศึกษาหาความรู้ หาหุ้นเป้าหมายได้เอง และ Cut Loss ให้เป็น ก็น่าจะอยู่รอด โดยลองวัดผลสัก 1-3 ปีเพื่อดูความสม่ำเสมอ ค่อยตัดสินใจวางอนาคตอีกที ทำงานประจำควบคู่ไปด้วย ก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะเราไม่มีทางเทรดถูกทาง ถูกหุ้น ด้วยวงเงินเต็มพอร์ตทุกครั้งแน่นอน ถ้าทำได้ง่ายๆ เราคงได้เห็นปรากฎการณ์ “พนักงานประจำ ผันตัวมาเป็น ฟูลไทม์เทรดเดอร์” กันเต็มไปหมดแน่

และที่สำคัญ ถ้าเทรดได้กำไร 3% (30,000 บาทต่อเดือน) พอร์ตลงทุนของคุณก็ไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นด้วย จึงจำเป็นต้องเทรดให้ได้อย่างน้อย 5-6% (เพื่อเหลือเงินย้อนกลับไปเข้าพอร์ตเพิ่มได้ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน) จะเหมาะสมกว่า มูลค่าพอร์ตระยะกลางระยะยาวเพิ่มขึ้น มีกระแสเงินสดสำหรับใช้จ่ายเหมาะสม ถ้าเดือนไหนทำไม่ได้ถึงเป้า ก็ต้องลดรายจ่ายที่ไม่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตลงแทน ก็จะไม่เกิดสภาวะที่กดดันเกินไป เทรดได้ไม่ถึงเป้า แต่ใช้จ่ายแบบเดิมไม่ยับยั้งกิเลส แบบนี้ไม่รอดแน่ๆ ต้องกลับไปทำงานประจำอยู่ดี

เอาง่ายๆ ชีวิตเทรดเดอร์เป็นแบบนี้แน่ๆ ค่ะ “คนเราไม่มีทางดวงดีติดต่อกัน 1,000 วัน และก็ไม่มีใครดวงซวยติดต่อกัน 1,000 วันแน่นอน” แต่การศึกษาหาความรู้ พัฒนาตนเองอยู่เรื่อยๆ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในแต่ละระยะได้ โดยมีเป้าหมายหลักคือ “การพัฒนาการเทรดให้มีกำไรสม่ำเสมอ” นั่นเองคะ