กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ Exchange Traded Fund (ETF) คือ หนึ่งในสินทรัพย์สำหรับการลงทุนที่กำลังเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ต้องการช่องทางหรือเครื่องมือสำหรับการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาผลตอบแทนนอกเหนือจากตลาดทุนและตลาดเงินไทย ซึ่งปัจจุบันมีขนาดแค่ไม่ถึง 1% ของโลก

Screen Shot 2560-08-10 at 2.22.37 PM
สัดส่วนตามขนาดของ Market Cap แต่ละประเทศ ของไทยเราเพียงเสี้ยวเดียว

พงษ์ธร ถาวรธนากุล,CFA  ผู้จัดการกองทุนและหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า บริษัทได้ออกแบบ นโยบายสำหรับกองทุนส่วนบุคคลหรือ Private Fund ที่นำ ETF มาใช้เพื่อการบริหารเงินลงทุนลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ชื่อ เมอร์ชั่น พาวเวอร์ อีทีเอฟ (Merchant Power ETF, MPE) โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการลงทุนแบบ Active ผ่านการจัดสัดส่วนการลงทุน (Asset Allocation) ด้วยฝีมือของผู้จัดการกองทุน และ Passive ด้วยเครื่องมือที่ดีที่สุดอย่าง ETF  เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการให้เงินทำงานอย่างประสิทธิภาพแต่ไม่มีเวลาดูแลเงินลงทุนของตัวเอง โดยกำหนดขั้นต่ำสำหรับเริ่มลงทุนอยู่ที่ 10 ล้านบาท

Screen Shot 2560-08-10 at 2.22.44 PM
ETF การผสมผสานข้อดีของทั้งกองทุนรวมและหุ้นรายตัวเข้าไว้ด้วยกัน

โดยกลยุทธ์การลงทุนของนโยบาย MPE นี้ ใช้วิธี Core & Satellite ทางทีมผู้จัดการกองทุนจะแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วน คือ 70% (Core) ของเงินลงทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์กลุ่มพื้นฐาน ที่มีความผันผวนและความเสี่ยงไม่สูงมาก เน้นการลงทุนในดัชนีหุ้นหลักของกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดี รวมถึงกลุ่มตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเน้นให้สัดส่วนนี้ต้องสะท้อนมุมมองการลงทุนที่สร้างความเติบโตมั่นคงระยะยาว

Screen Shot 2560-08-10 at 2.24.04 PM
การจัดพอร์ตกองทุนที่ลงทุนด้วย ETF มีโครงสร้างที่แบ่งหน้าที่ชัดเจน

ขณะที่ อีก 30% (Satellite) จะลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เน้นการลงทุนในช่วงสั้นๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงขณะนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากสภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การเลือกลงทุนในบาง Sector ที่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจน หรือเลือกลงทุนใน Inverse ETF ทีเปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนหากมีการพักฐานของสินทรัพย์บางกลุ่ม เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐ ในปัจจุบันที่เรามองว่ามูลค่าค่อนข้างเต็ม เป็นต้น อย่างไรก็ดีการลงทุนในส่วนของ Satellite นี้จะจำกัดความเสี่ยงไว้ที่ไม่เกินกลุ่มละ 10% เท่านั้น

ทำไมเราถึงเลือกใช้ ETF ?

เพราะการลงทุนผ่านอีทีเอฟ  จะมีข้อได้เปรียบ 6 ด้าน เมื่อเทียบกับการลงทุนในต่างประเทศด้วยด้วยเครื่องมือทั่วๆไปของนักลงทุนเอง ประกอบด้วย

1. การลงทุนในสินทรัพย์ประเภท ETF ทำให้กองทุนมีการกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเลือกลงทุนใน ETF ตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ Emerging Market Bond จะมีการกระจายลงทุนในพันธบัตร / ตราสารหนี้กว่า 200 ตัวที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วอย่างดี ตรวจสอบสถานะหลักทรัพย์ภายใต้ ETF นั้นได้ทุกวัน จึงสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงพอในขณะที่ลดความเสี่ยงการกระจุกตัวไปพร้อมกัน จริงอยู่ว่า จากสถิติในระยะเวลาที่ยาวนานพอการลงทุนแบบ Passive ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนดีกว่า แต่การจัดสัดส่วนของเงินลงทุนให้อยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่มี”อนาคต” ก็สำคัญไม่แพ้กัน กองทุนส่วนบุคคล MPE จึงเป็นการผสมผสานข้อดีทั้งในด้านของ “เครื่องมือ (Passive ETF)” และ “คน (Fund Manager)” เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Screen Shot 2560-08-10 at 2.22.53 PM
แสดงการบริหารแบบ Active ในส่วนที่เหมาะสม เฉพาะจุดสำคัญของการบริหารเงินลงทุน (Asset Allocation) และปล่อยให้ Passive Investment ทำหน้าที่ของมัน

2. อีทีเอฟ มีความคล่องตัวในการปรับพอร์ตสูงกว่ามาก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่งในยุคที่การไหลเวียนของเม็ดเงินลงทุนเป็นไปอย่างผันผวนและรวดเร็ว หากเปรียบเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวมด้วยตัวของนักลงทุนเอง ยกตัวอย่างเช่น ปกติอาจต้องใช้เวลากว่าสัปดาห์เพื่อย้ายเงินลงทุนจากกองทุนหุ้นญี่ปุ่นไปหุ้นยุโรป ในขณะที่กองทุนส่วนบุคคล MPE เลือกใช้ ETF ซึ่งสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ระหว่างวัน(คืน)ได้เหมือนหุ้นทั่วไป ผู้จัดการกองทุนของเราจึงสามารถปรับมุมมองและโยกย้ายเงินลงทุนได้ภายในชั่วข้ามคืน

Screen Shot 2560-08-10 at 2.23.04 PM
การปรับพอร์ตการลงทุนที่มีระยะเวลาต่างกัน ชัดเจน ETF ใช้เวลาเพียงข้ามคืน

3. การลงทุนด้วยอีทีเอฟ นอกจากจะเป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างดีในตัวมันเองแล้ว ยังเป็นเครื่องมีอที่เปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนสามารถสะท้อนมุมมองของตนต่อสินทรัพย์ประเภทต่างๆ(Investment Universe)ได้กว้างมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอิงดัชนี การอิงหุ้นในกลุ่มขนาดใหญ่ หรือเลือกลงทุนในกลุ่มประเภทธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งของบางประเทศ หรือแม้กระทั่งการเลือกถือสินทรัพย์เดียวกันแต่อยู่ในสกุลเงินที่กำลังได้เปรียบ เป็นต้น เมื่อสินทรัพย์มีให้เลือกมาขึ้น โอกาสย่อมมากขึ้นด้วยเช่นกัน

4. เปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนจากกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงการพักตัว หรือตลาดขาลงได้ ปกติหากตลาดไหนปรับตัวขึ้นสูงเกินมูลค่าพื้นฐานไป ผู้จัดการกองทุนทำได้แค่ขายทำกำไร เพื่อถือเงินสดและรอการปรับลงเพื่อเข้าซื้ออีกรอบหนึ่ง แต่การเลือกใช้ Inverse ETF จะเปิดโอกาสให้สามารถเพิ่มผลแทนจากมุมมองส่วนนี้ได้ ในขณะไม่เป็นการเปลี่ยนระดับความเสี่ยงของพอร์ตให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก Inverse ETF ไม่ใช้กระบวนการ Leverage วาง Margin ค้ำประกัน หรือลงทุนเกินวงเงิน แต่อย่างใด

Screen Shot 2560-08-10 at 2.23.24 PM
กรอบการลงทุนที่เปิดกว้างขึ้น ทำให้นักลงทุน (ผู้จัดการกองทุน) สามารถสะท้อนมุมมองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

5.  ETF สามารถบริหารราคา (ต้นทุนหุ้น) ได้ดีขึ้น เพราะคุณสมบัติหลักของมันที่สามารถซื้อขายได้ระหว่างวัน เพราะฉะนั้นหากเปรียบเทียบกับกองทุนรวม ที่นักลงทุนจะได้ราคาเดียวตอนสิ้นวันเท่านั้น อาจจะทำให้พลาดโอกาสที่เกิดขึ้นระหว่างวันได้ เช่น หากในชั่วโมงซื้อขาย มีความผันผวนปรับตัวลงแรงในช่วงสั้น หรือมีเหตุการณ์สำคัญ เช่นแถลงการณ์ของธนาคารกลาง ต้นทุนเฉลี่ยของการทยอยซื้อระหว่างวันได้ย่อมบริหารจัดการได้ดีกว่ากรณีกองทุนรวมที่ได้ราคาหลังปิดตลาด ซึ่งเป็นจุดที่ราคาได้สะท้อนเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านไปแล้ว ในทางกลับกันการขาย (ทั้งทำกำไรหรือตัดขาดทุน) ระหว่างวัน ย่อมมีโอกาสที่ดีกว่าด้วยเช่นกัน

Screen Shot 2560-08-10 at 2.23.33 PM
เปรียบเทียบการบริหารต้นทุนการซื้อหลักทรัพย์ภายในวัน (VWAP = แบบเฉลี่ยราคาตลอดทั้งวันตามปริมาณการซื้อขาย, DMA = Direct Market Access การทำรายการซื้อขายตรงไปยังตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ)

6. ค่าใช้จ่ายการลงทุนในอีทีเอฟต่ำ ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ETF หลักๆ คือค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายเท่าหุ้นรายตัว ที่ถือว่าต่ำกว่ามาก หากเปรียบเทียบกับโครงสร้างค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมต่างประเทศ ช่วยให้ผู้จัดการกองทุนสามาถควบคุมต้นทุนและจับจังหวะรอบการลงทุนได้คล่องตัวมากขึ้น

Screen Shot 2560-08-10 at 2.23.43 PM

“ และสุดท้าย การเลือกบริหารเงินลงทุนทุนด้วยกองทุนส่วนบุคคล Merchant Power ETF นั้น จะยิ่งทำให้ข้อได้เปรียบทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะแนวทางการทำธุรกิจของ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ เราคือ ผู้จัดการกองทุนจะเน้นบริหารเงินลงทุนลูกค้าให้เหมือนเงินตัวเอง เน้นสร้างผลตอบแทนสุทธิแบบ Absolute Return กลับคืนสู่นักลงทุนให้มากทีสุดภายใต้ความเสี่ยงที่ควบคุมได้ การเลือก ETF กว่า 2,000 ตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับตัวนักลงทุนทั่วไป จะดีกว่าไหม ถ้ามีทีมผู้มีประสบการณ์มาจัดสรรเงินลงทุน เลือกจับจังหวะ ติดตามสภาวะการลงทุนแบบใกล้ชิดตลาด การวิเคราะห์และเข้าถึงข้อมูลรายหลัก

ทรัพย์เชิงลึกได้ทั่วถึง รวมทั้งจัดการลงทุนและบริหารความเสี่ยงของพอร์ตได้ในลักษณะองค์รวมให้คุณแบบ Total Solution “ พงษ์ธร สรุป

Screen Shot 2560-08-10 at 2.23.54 PM
การคัดสรรและเลือกจังหวะการลงทุนผ่าน รูปแบบกองทุนส่วนบุคคลที่มีผู้จัดการกองทุนเฝ้าสภาวะตลาดตลอดเวลานับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลามากนัก

บทความลง Post Today ฉบับวันที่ 25 กรกฏาคม 2560 และสรุปเนื้อหา บางส่วนจากงานสัมนากองทุน Merchant Partner Power ETF เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม หรรษา ราชดำริ โดยได้รับเกียรติจากกลุ่มลูกค้า High Net Worth และผู้แนะนำการลงทุน Merchant Power Adviser

IMG_2187.JPG